ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
“ความรู้ในความปรากฏโดยความเป็นที่น่ากลัวว่า ‘ความเกิดขึ้นเป็นสังขาร’ ดังนี้ เป็นอาทีนวญาณ ความรู้ในความปรากฏโดยความเป็นที่น่ากลัวว่า ‘ความเป็นไปเป็นสังขาร’ ... ฯลฯ ‘ความคับแค้นใจ เป็นสังขาร” ดังนี้ เป็นอาทีนวญาณ (แต่ละอย่างๆ พวกหนึ่ง)
“ความรู้ว่า ‘ความไม่เกิดขึ้นเป็นนิพพาน’ ดังนี้ เป็นสันติปทญาณ ความรู้ว่า ‘ความไม่เป็นไปเป็นนิพพาน’ ... ฯลฯ ... ‘ความไม่คับแค้นใจเป็นนิพพาน” ดังนี้ เป็นสันติปทญาณ (แต่ละอย่างๆ พวกหนึ่ง)
“ความรู้ว่า ความเกิดขึ้นเป็นสังขาร ความไม่เกิดขึ้นเป็นนิพพาน ดังนี้ เป็นสันติปทญาณ ความรู้ว่า ‘ความเป็นไปเป็นสังขาร ความไม่เป็นไปเป็นนิพพาน’ ... ฯลฯ ‘ความคับแค้นใจเป็นสังขาร ความไม่คับแค้นใจเป็นนิพพาน” ดังนี้ เป็นสันติปทญาณ (แต่ละอย่างๆ พวกหนึ่ง)
อุปปาทญฺจ ปจฺจุปถจํ นิมิตฺตํ ทุกฺขนฺติ ปสฺสตี
อายูหนํ ปฏิสนฺธี อาเธิ อาทีนว อิทํ.
อนุปาทํ อปุปฺตตฺติ อนิมิตฺตํ สุขนฺติ จ
อนายูหนํ อปปฏิสนฺธี อาเธิ สนฺติปท อิทํ.
อิทํ อาทีนว ฌานํ ปญฺจจารณสฺส ชายตี
ปญฺญูฒาเน สนฺติปท ทส ฌาน ปชานาติ
ทุวินุํ ฌานานํ กุสลตา นานาทิฏฺฐีสุ น กมฺปตีฯ
แปลความว่า
“โยคาวจรเห็นความเกิดขึ้น และความเป็นไป และนิมิตความขวนขวายและปฏิสนธิ ว่าเป็นทุกข์ นี้เป็น อาทีนวญาณ และเห็นความไม่เกิดขึ้น ความไม่เป็นไป ความไม่มีนิมิต ความไม่มีความขวนขวาย ไม่มีปฏิสนธิ ว่าเป็นสุข นี้เป็น สันติปทญาณ อาทีนวญาณนี้เกิดใน ๕ ฐาน สันติปทญาณก็เกิดใน ๕ ฐาน โยคาวจรกำหนดรู้ฐาน ๑๐ ด้วยความเป็นผู้ฉลาดในญาณ ๒ (คือ อาทีนวญาณ และ สันติปทญาณ) จึงไม่หวั่นไหวในทิฏฐิต่างๆ” ด้วยประการฉะนี้