visuddhimagga>

คัมภีร์วิสุทธิมรรค

ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)

<< | หน้าที่ 1108 | >>

[๖๓๒] (๑) และ (๒) เพราะว่า ท่านผู้ใด มนสิการโดยความไม่เที่ยง เป็นผู้มากด้วยอธิโมกข์ (ความเชื่อ) ได้เฉพาะซึ่งสัทธินทรีย์ ท่านผู้นั้นเป็น สัทธานุสารี ในขณะ (บรรลุ) โสดาปัตติมรรค เป็นสัทธาวิมุตใน ๗ ฐานะ (อริยมรรค อริยผล) นอกนี้

[๖๓๓] (๓) ส่วนท่านผู้ใด มนสิการอยู่โดยความเป็นทุกข์ เป็นผู้มีปัสสัทธิ (ความสงบ) มาก ได้เฉพาะซึ่งสมาธินทรีย์ ท่านผู้นั้น ชื่อว่าเป็น กายสักขี ในทุกฐานะ (คือ ในอริยมรรค อริยผลทั้ง ๘)

(๔) แต่ท่านผู้ได้อรูปฌานแล้ว บรรลุ (อริย) ผลสุดยอดแล้วเป็นผู้มีนามว่า อุภโตภาควิมุต

[๖๓๔] (๕) ส่วนท่านผู้ใด มนสิการอยู่โดยความเป็นอนัตตา เป็นผู้มีความรู้มาก ได้เฉพาะซึ่งปัญญินทรีย์ ท่านผู้นั้น เป็น ธัมมานุสารี ในขณะโสดาปัตติมรรค แต่ (๖) และ (๗) เป็น ทิฏฐิปัตตะ ใน ๖ ฐานะ และเป็น ปัญญาวิมุต ในผลสุดยอด (อรหัตผล)

[๖๓๕] เป็นความจริง ท่านกล่าวไว้ดังนี้ว่า:- “สำหรับท่านผู้มนสิการอยู่โดยความไม่เที่ยง สัทธินทรีย์มีประมาณมาก ท่านผู้นั้นการได้บรรลุโสดาปัตติมรรคเพราะสัทธินทรีย์มีประมาณมาก เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า สัทธานุสารี” อนึ่ง ท่านยังกล่าวไว้ด้วยว่า “สำหรับผู้มนสิการอยู่โดยความไม่เที่ยง สัทธินทรีย์ย่อมมีประมาณมาก เพราะเหตุที่สัทธินทรีย์มีประมาณมาก จึงเป็นอันทำให้เห็นแจ้งแล้วซึ่งโสดาปัตติผล เพราะฉะนั้น จึงเรียกท่านว่า สัทธาวิมุต” ดังนี้เป็นต้น

[๖๓๖] ท่านยังได้กล่าวไว้อีกว่า “เรียกว่า สัทธาวิมุต เพราะผู้ชื่ออยู่เป็นผู้พ้นพิเศษแล้ว เรียกว่า กายสักขี เพราะทำให้เห็นแจ้งแล้วในลำดับแห่งอรูปฌานที่ตนสัมผัสแล้ว เรียกว่า ทิฏฐิปัตตะ เพราะบรรลุแล้วในลำดับแห่งการเห็น (อนึ่ง) เรียกว่า สัทธาวิมุต เพราะชื่ออยู่เป็นผู้พ้นพิเศษ เรียกว่า กายสักขี เพราะถูกต้องซึ่งการสัมผัสด้วยฌานก่อน จึงทำให้เห็นแจ้งซึ่งนิโรธ คือพระนิพพานในภายหลัง เรียกว่า ทิฏฐิปัตตะ เพราะรู้แล้ว เห็นแล้ว ทราบแล้ว เห็นแจ้งแล้ว สัมผัสแล้ว ด้วยปัญญา คือญาณกำหนดรู้ว่า ‘สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์ นิโรธ (คือความดับ) เป็นสุข’ ดังนี้”

๑ ดูเทียบ ข. ป. (ไทย) ๓๑/๒๒๐/๓๗๑-๓๗๒

๒ ดูเทียบ ข. ป. (ไทย) ๓๑/๒๒๐/๓๗๐

๓ ดูเทียบ ข. ป. (ไทย) ๓๑/๒๒๐/๓๗๒

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka