ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
[๖๓๗] ส่วนในอีก ๔ บทนั้น พึงทราบความหมายของคำอย่างนี้ คือ ท่านผู้ใดดำเนินตามศรัทธา หรือว่าดำเนินไป คือไปด้วยศรัทธา เพราะเหตุนั้น ท่านผู้นั้นชื่อว่า สัทธานุสารี อนึ่ง ท่านผู้ใดดำเนินตามธรรมกล่าวคือปัญญา หรือดำเนินตามไปด้วยธรรม (คือปัญญา) เพราะเหตุนี้ ท่านผู้นั้นชื่อว่า ธัมมานุสารี เช่นกัน ท่านผู้ได้พ้นพิเศษแล้วโดยส่วนทั้งสอง คือ ด้วยอรูปฌานและด้วยอริยมรรค เพราะเหตุนี้ ท่านผู้นั้นชื่อว่า อุภโตภาควิมุต ท่านผู้ใดกำหนดรู้อยู่ เป็นผู้พ้นพิเศษแล้ว เพราะเหตุนี้ ท่านผู้นั้นชื่อว่า ปัญญาวิมุต ด้วยประการดังกล่าวมาฉะนี้
[๖๓๘] แต่ว่า สังขารุเปกขาญาณนี้นั้น โดยความหมาย ก็เป็นญาณเดียวกัน กับ ๒ ญาณข้างต้น (คือ มุญจิตุกัมยตาญาณ และปฏิสังขานุปัสสนาญาณ) เพราะเหตุนั้น ท่านพระโบราณาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวไว้ว่า “สังขารุเปกขาญาณนี้ ญาณเดียวนั้นแลได้ชื่อ ๓ ชื่อ คือ เกิดขึ้นในตอนต้น มีชื่อว่า มุญจิตุกัมยตาญาณ เกิดขึ้นในตอนกลาง มีชื่อว่า ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ และในตอนท้ายที่บรรลุถึงยอด มีชื่อว่า สังขารุเปกขาญาณ”
[๖๓๙] ถึงแม้ในพระบาลี (ปฏิสัมภิทามรรค) ท่านก็กำลังไว้ (ดังคำแปลต่อไปนี้) ว่า “(ถาม) ปัญญา ในความปรารถนาเพื่อพ้นไป ในการพิจารณาทบทวนและในการตั้งเฉยอยู่ เป็นสังขารุเปกขาญาณ คืออย่างไร ? (ตอบ) คือ ปัญญาในความปรารถนาเพื่อพ้นไป ในการพิจารณาทบทวนซึ่งความเกิดขึ้น (ของสังขาร) และในการตั้งเฉยอยู่ ชื่อว่าสังขารุเปกขาญาณ ปัญญาในความปรารถนาเพื่อพ้นไป ในการพิจารณาทบทวนและในการตั้งเฉยอยู่ซึ่งความเป็นไป ... ซึ่งนิมิต ... ฯลฯ ... ซึ่งอุปายาส ชื่อว่าสังขารุเปกขาญาณ ปัญญาในความปรารถนาเพื่อพ้นไป ในการพิจารณาทบทวนและในการตั้งเฉยอยู่ว่า ‘ความเกิดขึ้น เป็นทุกข์’ ฯลฯ ว่า ‘... เป็นสิ่งน่ากลัว’ ... ว่า ‘... มีอามิส’ ฯลฯ ว่า ‘ความเกิดขึ้นเป็นสังขาร’ ฯลฯ ว่า ‘อุปายาส เป็นสังขาร’ ชื่อว่า ‘สังขารุเปกขาญาณ’ ดังนี้
๑ ดูเทียบ ข. ป. (ไทย) ๓๑/๒๕๔/๔๘๗