ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
[๖๔๐] ความปรารถนาเพื่อพ้นไป ๑ การพิจารณาทบทวนนั้น ๑ และการตั้งเฉยอยู่ ๑ ชื่อว่า มุญจิตุกัมยตาปฏิสังขาสันติฏฐานา ในพระบาลี (ดังคำแปลข้างต้น) นั้น เมื่อย่อมเบื่อหน่ายด้วยนิพพิทาญาณในตอนต้น ด้วยประการฉะนี้แล้ว ก็มีความปรารถนาที่จะสลัดทิ้งซึ่งความเกิดขึ้น (ของสังขารทั้งหลาย) เป็นต้น ชื่อว่า มุญจิตุกัมยตา การพิจารณาทบทวนในตอนกลาง เพื่อทำอุบายแห่งการพ้นไป (จากสังขารทั้งหลาย) ชื่อว่า ปฏิสังขา การพ้นไป แล้ววางเฉยอยู่ในตอนสุดท้าย ชื่อว่า สันติฏฐาน ซึ่งท่านระถึงแล้วกล่าวไว้ว่า “ความเกิดขึ้น เป็นสังขาร พระภิกษุวางเฉยซึ่งสังขารทั้งหลายเหล่านั้น เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่า สังขารุเปกขา” ดังนี้เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ ญาณนี้จึงเป็นญาณเดียวเท่านั้น
[๖๔๑] อีกประการหนึ่ง พึงทราบแม้โดยพระบาลีในนี้ด้วยว่า ญาณนี้ เป็นญาณเดียวเท่านั้น ที่จริงท่านก็กำลังไว้แล้วดังนี้ว่า “ความปรารถนาเพื่อพ้นไป ๑ การเห็นเนืองๆ ด้วยการพิจารณาทบทวน ๑ และการวางเฉยในสังขาร ๑ ธรรม (คือญาณ) ทั้งหลายเหล่านี้มีความหมายอย่างเดียวกัน พยัญชนะเท่านั้นที่ต่างกัน”
[๖๔๒] แต่เมื่อกุลบุตรนั้นบรรลุสังขารุเปกขาญาณด้วยประการฉะนี้แล้ว วิปัสสนาก็ถึงยอด เป็น วุฏฐานคามินี คำว่า “สีขาปัตตาวิปัสสนา (วิปัสสนาถึงยอด)” ก็ดี “วุฏฐานคามินี” ก็ดี มีเป็นชื่อของญาณ ๓ ญาณ มีสังขารุเปกขาญาณ เป็นต้น นั้นเอง เพราะว่า สังขารุเปกขา นั้น ชื่อว่าถึงยอด (สีขาปัตตา) เพราะถึงยอดคือถึงความสูงสุด (และ) ชื่อว่า วุฏฐานคามินี เพราะไปสู่วุฏฐานะ ท่านเรียก (อริย) มรรคว่า วุฏฐานะ เพราะออกไปจากวัตถุ (สังขาร) ที่กำหนดโดยความเป็นนิมิตภายนอก และเพราะออกจากความเป็นไป (ของสังขาร) ที่กำหนดโดยความเป็นนิมิตภายนอก และเพราะออกจากความเป็นไป (ของสังขาร) ภายใน ชื่อว่า วุฏฐานคามินี เพราะไปสู่วุฏฐานะนั้น อธิบายว่า เพราะสืบต่ออยู่กับมรรค
๑ ดูเทียบ ข. ป. (ไทย) ๓๑/๒๕๔/๔๘๗
๒ ดูเทียบ ข. ป. (ไทย) ๓๑/๒๒๓/๓๘๔
๓ ญาณ ๓ คือ สังขารุเปกขาญาณ ๑ อนุโลมญาณ ๑ โคตรภูญาณ ๑