ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
๑๐. สิ่งที่ควรทบทวนกำหนดรู้นั้นแหละหนอ เราได้ทบทวนกำหนดรู้ด้วย ปฏิสังขาญาณ แล้ว และว่า
๑๑. สิ่งที่ควรวางเฉยนั้นแหละหนอ เรา ได้วางเฉยด้วย สังขารุเปกขาญาณ แล้ว ดังนี้
และอนุโลมแก่โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการในเบื้องบน เพราะต้องบรรลุด้วยการปฏิบัติ (วิปัสสนาญาณทั้งหลาย) นั้น
อุปมาเหมือนพระราชาผู้ทรงธรรมประทับนั่งในสถานวินิจฉัยทรงสดับคำวินิจฉัยของท่านมหาอำมาตย์ผู้ว่าคดี ๘ ท่านแล้ว ทรงละการถืออคติเสีย ทรงตั้งพระองค์เป็นกลาง มีพระราชดำรัสอำนวยตามว่า “จงเป็นอย่างนั้นเถิด” ชื่อว่าทรงอนุโลมแก่คำวินิจฉัยของมหาอำมาตย์เหล่านั้นด้วยและทรงอนุโลมแก่โบราณราชธรรมด้วย ฉันใด ข้อเปรียบนี้ ก็พึงทราบฉันนั้น เพราะว่า อนุโลมญาณ เปรียบเหมือนพระราชา ญาณทั้งหลาย ๘ เปรียบเหมือนมหาอำมาตย์ผู้ว่าคดี ๘ ท่าน โพธิปักขิยธรรม ๓๗ เปรียบเหมือนโบราณราชธรรม ในอุปมานั้น พระราชา เมื่อทรงมีพระราชดำรัสว่า “จงเป็นอย่างนั้นเถิด” ชื่อว่าทรงอนุโลมแก่คำวินิจฉัยของมหาอำมาตย์ทั้งหลายผู้ว่าคดีด้วย ทรงอนุโลมแก่ราชธรรมด้วย ฉันใด อนุโลมญาณนี้ก็ฉันนั้น เมื่อเกิดขึ้น ปรากฏสังขารทั้งหลายโดยพระไตรลักษณ์มีความไม่เที่ยงเป็นต้น ชื่อว่าอนุโลมแก่ญาณทั้งหลาย ๘ เพราะมีกิจเหมือนกันด้วย และอนุโลมแก่โพธิปักขิยธรรมทั้งหลาย ๓๗ ในเบื้องต้น (ในขณะมรรคญาณ) ด้วย เพราะเหตุนี้นั่นแหละ ท่านจึงเรียกว่า สัจจานุโลมิกญาณ ด้วยประการฉะนี้
จบ อนุโลมญาณ