visuddhimagga>

คัมภีร์วิสุทธิมรรค

ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)

<< | หน้าที่ 1159 | >>

ละทั้งกิเลสทั้งหลายที่เป็นปัจจุบัน หรือ” และแล้วก็กล่าวต่อไปอีกว่า “หากพระอริยบุคคลนั้น ละกิเลสทั้งหลายที่เป็นอดีต ถ้ากระนั้นก็ (หมายความว่า) ทำของที่สิ้นไปแล้วให้สิ้นไป ทำของที่ดับไปแล้วให้ดับไป ทำของปราศจากไปแล้วให้ปราศจากไป ทำของที่ถึงความดับสนิทแล้วให้ดับสนิทไป (เท่ากัน) ละของที่ล่วงไปแล้ว ซึ่งไม่มีอยู่กระนั้นหรือ” จึงปฏิเสธว่า “มิได้ละกิเลสทั้งหลายที่เป็นอดีต”

อนึ่ง และท่านกล่าวไว้ว่า “หากพระอริยบุคคลนั้น ละกิเลสทั้งหลายที่เป็นอนาคต ถ้ากระนั้นก็ (หมายความว่า) ละของที่ยังมิได้เกิด ละของที่ยังมิได้บังเกิด ละของที่ยังมิได้เกิดขึ้น ละของที่ยังมิได้ปรากฏ (เท่ากัน) ละของที่ยังมิถึง ซึ่งไม่มีอยู่กระนั้นหรือ” แล้ว ปฏิเสธว่า “มิได้ละกิเลสทั้งหลายที่เป็นอนาคต”

อนึ่ง และท่านกล่าวไว้ว่า “หากพระอริยบุคคลนั้น ละกิเลสทั้งหลายที่เป็นปัจจุบัน ถ้ากระนั้น คนมีกำหนัดก็ละราคะ คนมีโทสะก็ละโทสะ คนมีโมหะก็ละโมหะ คนหัวรั้นก็ละมานะ คนยึดมั่นในทิฏฐิก็ละทิฏฐิ คนมีจิตฟุ้งซ่านก็ละอุทธัจจะ คนปลาใจไม่ตกก็ละวิจิกิจฉา คนมีกิเลสเรียวแรงก็ละอนุสัย (เป็นอันว่า) ธรรมฝ่ายดำกับธรรมฝ่ายขาวเข้าเทียมคู่กันไป มรรคภาวนาก็เป็นของประกอบด้วยสิ่งเศร้าหมอง (เป็นสังกิเลส) ไป” ดังนี้ แล้วปฏิเสธสิ้นเชิงเลยว่า “มิได้ละกิเลสทั้งหลายที่เป็นอดีต มิได้ละกิเลสทั้งหลายที่เป็นอนาคต มิได้ละกิเลสทั้งหลายที่เป็นปัจจุบัน” ในตอนสุดท้ายของปัญหา ความว่า “ถ้ากระนั้น มรรคภาวนา ก็ไม่มีการทำให้เห็นแจ้งซึ่ง (อริย) ผลก็ไม่มี การละกิเลสก็ไม่มีธรรมาภิสมัย (คือการตรัสรู้ธรรม) ก็ไม่มีหรือ” ท่านตอบรับว่า “ความจริง มิใช่ไม่มีมรรคภาวนา มิใช่ไม่มีการทำให้เห็นแจ้งซึ่งผล มิใช่ไม่มีการละกิเลส มิใช่ไม่มีธรรมาภิสมัย” เมื่อถูกถามปัญหาว่า “มีอยู่ด้วยประการไร” จึงกล่าวคำ (เปรียบเทียบต่อไป) นี้ว่า “เปรียบเหมือนต้นไม้รุ่น ยังไม่เกิดผล บรุษตัดต้นไม้รุ่นนี้ นั่นเสียที่โคนต้น ผลเหล่าใดที่ยังไม่เกิดของต้นไม้รุ่นนั้น ผลเหล่านั้นที่ยังไม่เกิดนั้นแหละกิเลสไม่เกิด ผลเหล่านั้นที่ยังไม่บังเกิดนั้นแหละกิเลสไม่บังเกิด ผลเหล่านั้นที่

๑ ดูเทียบ ขุ. ป. (ไทย) ๓๑/๒๑/๙๖

๒ ดูเทียบ ขุ. ป. (ไทย) ๓๑/๒๑/๙๖

๓ ดูเทียบ ขุ. ป. (ไทย) ๓๑/๒๑/๙๖

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka