ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ถามว่า แต่ว่ากิเลสทั้งหลายที่ได้ภูมิพื้นเหล่านั้น เป็นอดีต หรืออนาคต หรือว่าเป็นปัจจุบัน
ตอบว่า กิเลสทั้งหลายเหล่านั้น คือที่เขาเรียกว่า ภูมิลัทธอุปปันนะ (คือบังเกิดขึ้นโดยได้ภูมิพื้น) นั่นเอง
[๘๓๓] เพราะว่าสิ่งที่เป็น อุปปันนะ (คือสิ่งเกิดขึ้น) มีหลายประเภทโดยเป็น
๑. วัตตมานะ - กำลังเป็นไปอยู่
๒. ภูตาปคตะ - เกิดแล้วจากไป
๓. โอกาสกตะ - โอกาสอันกรรมทำให้
๔. ภูมิลัทธะ - ได้ภูมิพื้น
ในอุปปันนะทั้งหลายนั้น
๑. สิ่งที่กล่าวว่า มีองค์ประกอบพร้อมด้วย (ขณะทั้ง ๓ คือ) อุปบาทะ (ความเกิดขึ้น) ๑ ชรา (ความเสื่อมโทรม) ๑ และภังคะ (ความแตกดับ) ๑ แม้ทุกอย่าง เรียกว่า วัตตมานุปปันนะ คือสิ่งเกิดขึ้นที่กำลังเป็นไปอยู่
๒. กุศลและอกุศล ที่เสวยรสของอารมณ์แล้วดับไป ซึ่งเรียกได้ว่า อนุปตา-ปคตะ (คือเสวยแล้วจากไป) ก็ดี กุศลและอกุศลอันเป็นสังขตะที่ยังเหลือ ซึ่งมาถึงขณะ ๓ มีอุปบาทะเป็นต้นโดยลำดับ แล้วดับไป อันเรียกได้ว่า ภูตาปคตะ (คือเกิดแล้วจากไป) ก็ดี เรียกว่า ภูตาปคตุปปันนะ คือสิ่งเกิดขึ้นโดยเกิดแล้วจากไป
๓. กรรมที่กล่าวแล้วโดยนัยว่า “กรรมทั้งหลายเหล่านั้นใด เป็นกรรมที่บุคคลผู้นั้นทำไว้แล้วในกาลก่อน” ดังนี้เป็นต้น แม้เป็นอดีตก็เรียกว่า โอกาสกตอุปปันนะ คือสิ่งเกิดขึ้นโดยมีโอกาสอันกรรมทำให้ เพราะห้วงวิบากอื่นแล้วทำโอกาส (ให้) แก่วิบากของตนเอง และอนึ่ง วิบากที่มีโอกาสอันกรรมทำให้แล้วแม้เป็นวิบากที่ยังไม่เกิดขึ้นก็เรียกว่า โอกาสกตอุปปันนะ (เหมือนกัน) เพราะเมื่อกรรมทำโอกาสให้อย่างนั้นแล้วก็เกิดขึ้นโดยแน่นอน
๔. กรรมเป็นอกุศลที่ยังมิได้ถูกถอนให้ขาดในภูมิทั้งหลายนั้นๆ เรียกว่า ภูมิลัทธุปปันนะ คือสิ่งเกิดขึ้นโดยได้ภูมิพื้น
๑ เรื่อง อุปปันนะ หลายประเภทนี้ มีกล่าวถึงในที่อื่น เช่น สุ.สุ.อ. (บาลี) ๑/๑๔-๗