ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ได้อีกนั่นใด กลบุตรเมื่อหน่ายในความเป็นไปของ (เบญจ) ขันธ์ก็ฉันนั้นเช่นกัน เริ่มต้นทำมรรค ๔ ให้เกิดในสันดานของตน เหมือนการที่บุรุษนั้นประกอบพิษเข้าในต้นไม้ทั้ง ๔ ด้าน ครั้นแล้วขันธ์สันดานนั้นของกลบุตรนั้น เมื่อถูกสัมผัสพิษคือมรรค ๔ นั้นกระทบแล้วก็เป็นขันธ์สันดานที่ประกาศของกรรมทั้งปวงมีกายกรรมเป็นต้น เข้าถึงแต่เพียงความเป็นกิริยา เพราะกิเลสอันเป็นรากเหง้าของวัฏฏะทั้งหลายสิ้นไปแล้วโดยประการทั้งปวง มาถึงความไม่เกิดขึ้นในภพใหม่เป็นธรรมดา ไม่สามารถทำให้สันดานในภพอื่นบ้างเกิดต่อไปได้ เป็นผู้หาอุปาทานมิได้ ดับสิ้นไปทุกประการด้วยการดับของวิญญาณดวงสุดท้าย เหมือนไฟเผาเชื้อมิได้ไป
พึงทราบความแตกต่างกันของภูมิพื้นและ (กิเลสที่) ได้ภูมิพื้น โดยประการดังกล่าวนี้
[๘๓๗] อีกประการหนึ่ง ยังมีอุปปันนะอื่น อีก ๔ อย่างโดยเป็น
๑. สมุทาจาระ คือ นิสัยเคยชิน
๒. อารัมมณาธิคหิตะ คือ ยึดมั่นอารมณ์ไว้
๓. อวิกขัมภิตะ คือ มิได้ถูกข่มไว้
๔. อสมุหตะ คือ ยังถอนรากไม่ขาด
ในอุปปันนะ ๔ อย่างนั้น อุปปันนะที่กำลังเป็นไปอยู่นั้นแลเป็นสมุทาจารุปปันนะ คือกิเลสที่เกิดขึ้นด้วยความเคยชิน แต่เมื่ออารมณ์ (คือรูป) มาสู่คลองแห่งทวารมีตา เป็นต้น กิเลสแม้จะยังไม่เกิดขึ้นในตอนต้น แต่เพราะยึดมั่นอารมณ์ไว้นั่นเอง ท่านกล่าวว่า “เป็นอุปปันนะด้วยยึดมั่นอารมณ์ไว้” เพราะในตอนท้าย (กิเลส) ก็จะเกิดขึ้นโดยแน่นอน เหมือนอย่างกิเลสที่เกิดขึ้นแก่พระมหาติสสเถระผู้กำลังเที่ยวเดินบิณฑบาตอยู่ในหมู่บ้านกัลยาณคาม (หมู่บ้านเป็นที่เกิดของหญิงงาม) โดยได้เห็นรูปที่ไม่สมควร (แก่สมณะ) กิเลสที่มิได้ถูกข่มไว้ด้วยอำนาจของสมถะและวิปัสสนา อำนาจใดอำนาจหนึ่งแม้จะยังไม่ผุดขึ้นสันดานของจิตก็เรียกว่า เป็นอุปปันนะโดยมิได้ถูกข่มไว้ เพราะไม่มีเหตุเป็นผู้ห้ามการเกิดขึ้น แต่แม้ว่าถูกข่มไว้แล้วด้วยสมถะและวิปัสสนา ท่านก็เรียกว่า เป็น
๑ ดูเปรียบเทียบใน องฺ.เอกก.อ. (บาลี) ๑/๓๙๕/๔๔๑-๔๔๒