ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
อุปปันนะที่ยังถอนรากไม่ขาด โดยเหตุที่ยังไม่พ้นความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา เพราะเป็นกิเลสที่ยังถอนรากไม่ขาดด้วยอริยมรรค เหมือนกิเลสที่เกิดขึ้นแก่พระเถระผู้ได้สมาบัติ ๘ ที่กำลังเดินทาง (เหาะไป) โดยอากาศ ได้ยินเสียงเพลงขับร้องของมาตุคามซึ่งเก็บดอกไม้ที่ต้นไม้มีดอกอยู่ในป่าใกล้ๆ ขับร้องอยู่ด้วยเสียงไพเราะ
อนึ่ง อุปปันนะแม้ทั้ง ๓ อย่าง คืออารัมมณาธิคหิตะ ๑ อวิกขัมภิตะ ๑ และอสมุหตะ ๑ นี้ พึงทราบว่า สงเคราะห์เข้ากับภูมิลัทธะ (อุปปันนะ) นั่นเอง
[๘๓๘] ในอุปปันนะซึ่งจำแนกประเภทดังกล่าวมานี้ อุปปันนะ ๔ อย่าง กล่าวคือวัตตมานะ ๑ ภูตาปคตะ ๑ โอกาสกตะ ๑ และสมุทาจาระ ๑ นี้นั้น ไม่เป็น อุปปันนะที่จะต้องละด้วย (มรรค) ญาณแม้ไรๆ เพราะมิใช่อุปปันนะที่ฆ่าด้วย (อริย) มรรค แต่อุปปันนะ กล่าวคือภูมิลัทธะ ๑ อารัมมณาธิคหิตะ ๑ อวิกขัมภิตะ ๑ และอสมุหตะ ๑ (๔ อย่าง) นี้ใด เพราะโลกียญาณและโลกุตตรญาณนั้นๆ เกิดขึ้น ทำให้ความเป็นอุปปันนะนั้นๆ ของอุปปันนะ (๔ อย่าง) นั้นพินาศไป เพราะฉะนั้น อุปปันนะแม้หมด (ทั้ง ๔ อย่างข้างหลังนี้) น่าจึงเป็นอุปปันนะที่ต้องละฉะนี้แล
พึงทราบ “(๔) การละธรรมทั้งหลายที่พึงละด้วยญาณใด” ในญาณทัสสนวิสุทธินี้ด้วยประการดังกล่าวนี้
[๘๓๙] คำว่า และ (๕) กิจทั้งหลายใด มีการกำหนดรู้เป็นต้น ในเวลาตรัสรู้ ซึ่งกล่าวไว้แล้วนั้น โยคีควรทราบไว้ตามสภาวะทุกประการ ความว่า
ที่จริง ในเวลาตรัสรู้ (อริย) สัจจจะ ท่านกล่าวไว้ว่า บรรดาญาณทั้งหลาย ๔ เหล่านั้น ในแต่ละญาณ มีกิจ (ญาณละ) ๔ มีปริญญา (การกำหนดรู้) เป็นต้น เหล่านี้ คือ
๑. ปริญญา - กำหนดรู้
๒. ปหาน - ประหาณ (ละ)
๓. สัจฉิกิริยา - ทำให้เห็นแจ้ง
๔. ภาวนา - ทำให้เกิด
(เกิดขึ้น) โดยขณะเดียวกัน โยคีควรทราบกิจทั้งหลายเหล่านั้น ตามสภาวะ