visuddhimagga>

คัมภีร์วิสุทธิมรรค

ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)

<< | หน้าที่ 1180 | >>

สำหรับโลกุตตรสัจจิกิริยา มี ๓ อย่างโดยแตกต่างกันด้วยทัสสนะ และ ภาวนา ในสัจจิกิริยา ๒ นั้น การสัมผัสมานทั้งหลายมีปฐมฌานเป็นต้น ซึ่ง (มีที่) มาโดยนัย (พระบาลี) ว่า “ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้ปฐมฌาน ... ข้าพเจ้าเป็นผู้มีความชำนาญในปฐมฌาน ... ปฐมฌานข้าพเจ้าทำให้เห็นแจ้งแล้ว” ดังนี้เป็นต้น ชื่อว่า โลกิยสัจจิกิริยา

คำว่า “ผัสสนา (คือสัมผัส)” หมายถึงว่า การบรรลุแล้วถูกต้องด้วยการสัมผัสด้วยญาณโดยประจักษ์ (แก่ตนเอง) ว่า “สิ่งนี้ข้าพเจ้าได้ประสบแล้ว” ความจริง ท่านก็หมายถึงความข้อ (หลัง) นี้แหละ จึงยก (หัวข้อ) ขึ้นแสดงว่า “ปัญญาในสัจจิกิริยา ชื่อว่าญาณโดยความหมายว่าถูกต้อง” ดังนี้ แล้วกล่าวนิเทศของสัจจิกิริยา (ต่อไป) ว่า “ธรรมทั้งหลายใดๆ เป็นธรรมที่ท่านทำให้เห็นแจ้งแล้ว ธรรมทั้งหลายนั้นๆ เป็นธรรมที่ท่านสัมผัสแล้ว” อีกอย่างหนึ่ง ธรรมทั้งหลายเหล่าใดแม้มิได้ทำให้เกิดขึ้นในสันดานของตนเอง แต่รู้แล้วทั้งสิ้นด้วยญาณโดยมิได้อาศัยผู้อื่นเป็นปัจจัย ธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ชื่อว่าเป็นธรรมที่ทำให้เห็นแจ้งแล้วเช่นกัน แท้จริงด้วยเหตุทนั้นนั่นเอง พระผู้มีพระภาคจึงตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวง ภิกษุพึงทำให้เห็นแจ้ง ภิกษุทั้งหลาย และสิ่งทั้งปวง ที่ภิกษุพึงทำให้เห็นแจ้งคืออะไร ? ภิกษุทั้งหลาย คือ จักขุ ภิกษุพึงทำให้เห็นแจ้ง ... ” ดังนี้ เป็นต้น ทั้งยังกล่าวไว้ต่อไปอีกว่า “เมื่อเห็นรูปก็ทำให้เห็นแจ้ง เมื่อเห็นเวทนา ... ฯลฯ ... เมื่อเห็นวิญญาณก็ทำให้เห็นแจ้ง เมื่อเห็นจักขุ ... เห็นชราและมรณะ ... เห็นพระนิพพานอันหยั่งลงสู่อมตะก็ทำให้เห็นแจ้ง เพราะเหตุนี้ ธรรมทั้งหลายใดๆ เป็นธรรมที่ทำให้เห็นแจ้งแล้ว ธรรมทั้งหลายนั้นๆ ชื่อว่าเป็นธรรมที่ถูกต้องแล้ว” ดังนี้

แต่ว่า การเห็นพระนิพพานในขณะ (บรรลุ) ปฐมมรรค (โสดาปัตติมรรค) เป็นทัสสนสัจจิกิริยา (ทำให้เห็นแจ้งด้วยการเห็น) ส่วนในขณะแห่งมรรคอื่นๆที่เหลือ เป็น

สจุฉิกิริยา

๑ ดูเทียบ วิ. มหา. (ไทย) ๑/๒๐๓-๒๐๔/๑๘๘-๑๘๙
๒ ดูเทียบ ขุ. ป. (ไทย) ๓๑/๒๔/๓
๓ ดูเทียบ ขุ. ป. (ไทย) ๓๑/๒๕/๒๖
๔ ดูเทียบ ขุ. ป. (ไทย) ๓๑/๒๘/๔๗

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka