ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
อันเดียว สมาธินี้เรียกว่า จิตตาธิปติสมาธิ ถ้าภิกษุทำวิมังสาคือปัญญาให้เป็นอธิบดีแล้ว ได้สมาธิ ได้ภาวะที่จิตมีอารมณ์อันเดียว สมาธินี้เรียกว่า วิมังสาธิปติสมาธิ
สมาธิ 4 อย่าง โดยแยกเป็นอธิบดี 4 ยุติเพียงเท่านี้
ในสมาธิที่แยกเป็น 5 อย่างนั้น นักศึกษาพึงทราบภาวะที่แยกสมาธิเป็น 5 อย่าง ด้วยอำนาจแห่งองค์ฌานทั้ง 5 ในปัญจกนัยดังนี้ คือ ฌานที่จัดเป็น 5 ฌานนั้น เพราะแยกทุติยฌานที่กล่าวไว้ในประเภทแห่งฌานโดยจตุกนัยเป็น 2 ฌานอย่างนี้ คือ เป็นทุติยฌานด้วยก้าวล่วงแต่วิตก 1 เป็นตติยฌานด้วยก้าวล่วงทั้งวิตกทั้งวิจาร 1 นอกจากนั้นเหมือนในจตุกนัย กล่าวคือ ปฐมฌานมีองค์ 5 ได้แก่ วิตก วิจาร ปีติ สุข และสมาธิ ทุติยฌานมีองค์ 4 ได้แก่ วิจาร ปีติ สุข และสมาธิ ตติยฌานมีองค์ 3 ได้แก่ ปีติ สุข และสมาธิ จตุตถฌานมีองค์ 2 ได้แก่ สุข และสมาธิ ปัญจมฌานมีองค์ 2 ได้แก่ อุเบกขาและสมาธิ ก็แหละ องค์แห่งฌาน 5 เหล่านั้น เรียกว่า สมาธิ 5 อย่าง ด้วยประการฉะนี้
[40] ก็แหละ ในปัญหา 2 ข้อที่ว่า อะไรเป็นความเศร้าหมองของสมาธิ และอะไรเป็นความผ่องแผ้วของสมาธิ นี้ พระผู้มีพระภาคทรงวิสัชนาไว้ในญาณวิภังคแห่งคัมภีร์วิภังคปกรณ์แล้วนั่นเทียว เป็นความจริงที่เดียว ในญาณวิภังค์นั้นท่านแสดงไว้ว่า ธรรมอันเป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อม ชื่อว่า สังกิเลสคือความเศร้าหมอง ธรรมอันเป็นไปในส่วนแห่งคุณวิเศษ ชื่อว่า โวทานะคือความผ่องแผ้ว