ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
อันสมควรแก่ฌานนั้น ย่อมติดแน่น ปัญญาก็มีส่วนแห่งความติดแน่น ความใฝ่ใจในสัญญาทั้งหลายอันประกอบด้วยฌานที่ไม่มีวิตก ย่อมเร่งเร้า ปัญญาก็มีส่วนแห่งคุณวิเศษ ความใฝ่ใจในสัญญาทั้งหลายอันประกอบด้วยญาณเป็นเหตุให้เบื่อหน่าย ย่อมเร่งเร้า ปัญญามีส่วนแห่งความแทงทะลุสัจธรรม ประกอบด้วยธรรมอันคลายความกำหนัด
ก็แหละ แม้สมาธิที่ประกอบด้วยปัญญานั้น ก็จัดเป็นสมาธิ 4 อย่าง ฉะนี้
สมาธิ 4 อย่างโดยแยกเป็น หานภาคิยสมาธิ เป็นต้น ยุติเพียงเท่านี้
หมวดที่ 5 ที่ว่า สมาธิมี 4 อย่างโดยแยกเป็นกามาวจรสมาธิ เป็นต้นนั้น มีอรรถาธิบายดังนี้ คือ สมาธิ 4 อย่างนั้น คือ กามาวจรสมาธิ 1 รูปาวจรสมาธิ 1 อรูปาวจรสมาธิ 1 อปริยาปันนสมาธิ 1 อธิบายว่า ในสมาธิ 4 อย่างนั้น เอกัคคตาในอุปจารฌานแม้ทั้งสิ้น เรียกว่า กามาวจรสมาธิ จิตเอกัคคตาอันเป็นรูปาวจรกุศล เรียกว่า รูปาวจรสมาธิ จิตเอกัคคตาอันเป็นอรูปาวจรกุศล เรียกว่า อรูปาวจรสมาธิ จิตเอกัคคตาอันเป็นโลกุตตรกุศล เรียกว่า อปริยาปันนสมาธิ
สมาธิ 4 อย่างนี้โดยแยกเป็น กามาวจรสมาธิ เป็นต้น ยุติเพียงเท่านี้
หมวดที่ 6 ที่ว่า สมาธิมี 4 อย่างโดยแยกเป็นอธิบดี 4 นั้น มีอรรถาธิบายโดยมีพระบาลีรับสมอ้างดังนี้ คือ
ถ้าภิกษุทำฉันทะให้เป็นอธิบดีแล้ว ได้สมาธิ ได้ภาวะที่จิตมีอารมณ์อันเดียว สมาธินี้เรียกว่า ฉันทาธิปติสมาธิ ถ้าภิกษุทำวิริยะให้เป็นอธิบดีแล้ว ได้สมาธิ ได้ภาวะที่จิตมีอารมณ์อันเดียว สมาธินี้เรียกว่า วิริยาธิปติสมาธิ ถ้าภิกษุทำจิตให้เป็นอธิบดีแล้วได้สมาธิ ได้ภาวะที่จิตมีอารมณ์