ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
โทสจริตและคนโมหจริต บุคคลผู้มีปัญญาดี เป็นคนพุทธิจริต บุคคลผู้ไม่โลภไม่โกรธ เป็นคนศรัทธาจริต เพราะมีปกติเลื่อมใสศรัทธา อีกนัยหนึ่ง บุคคลที่บังเกิดมา ด้วยกรรมอันมีอโมหะเป็นบริวาร เป็นคนพุทธิจริต ฉันใด บุคคลที่บังเกิดมาด้วย กรรมอันมีศรัทธาที่มีกำลังมากเป็นบริวาร ก็เป็นคนศรัทธาจริต ฉันนั้น บุคคลที่ เกิดมาด้วยกรรมซึ่งมีกามวิตกเป็นตนเป็นบริวาร เป็นคนวิตกจริต บุคคลที่บังเกิดมา ด้วยกรรมซึ่งมีความผสมกับโลภะเป็นตนเป็นบริวาร จัดเป็นคนมีจริตเจือปน นักศึกษาพึงทราบว่า กรรมอันให้เกิดปฏิสนธิวิบาก ซึ่งมีโลภะเป็นตนแต่อย่างใด อย่างหนึ่งเป็นบริวาร นับเป็นเหตุแห่งจริยาทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้
[๔๕] ก็แหละ ในปัญหาที่ข้าพเจ้าตั้งไว้มีอาทิว่า จะพึงทราบได้อย่างไรว่า บุคคลนี้เป็นคนราคจริต ฉะนี้นั้น มีแนวทางที่จะให้ทราบได้โดยบทประพันธ์คาถา ดังนี้ อิริยาปถโต กิจฺจา โภชนา ทสฺสนาทิโต ธมฺมปฺปวตฺติโต เจว จริยาโย วิภาวเย นักศึกษาพึงทราบจริยาทั้งหลายได้โดยประการเหล่านี้ คือ :-
๑. โดยอิริยาบถ
๒. โดยการงาน
๓. โดยอาหาร
๔. โดยการเห็นเป็นตน และ
๕. โดยความเกิดขึ้นแห่งธรรม
ในประการเหล่านั้น ข้อว่า โดยอิริยาบถ มีอรรถาธิบายว่า :- คนราคจริต เมื่อเดินอย่างปกติ ย่อมเดินไปโดยอาการอันเรียบร้อย ค่อย ๆ วางเท้าลง วางเท้า ยกเท้าอย่างสม่ำเสมอ และเท้าของคนราคจริตนั้นเป็นเว้ากลาง คนโทสจริตย่อมเดิน เหมือนเอาปลายเท้าขุดพื้นดินไป วางเท้ายกเท้าเร็ว และเท้าของคนโทสจริตนั้น