ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ฌานย่อมเกิดร่วมกับวิตกนี้ด้วย เกิดร่วมกับวิจารนี้ด้วย เปรียบเหมือนต้นไม้เกิดพร้อมกับดอกและผล ดังนั้น ท่านจึงเรียกฌานนี้ว่า มีวิตกมีวิจาร ด้วยประการฉะนี้
ส่วนในคัมภีร์วิภังค์ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงพระธรรมเทศนาเป็นบุคคลาธิษฐาน โดยนัยมีอาทิว่า ฌานลาภีบุคคล เป็นผู้เข้าถึงพร้อมแล้ว เข้าถึงพร้อมแล้ว ด้วยวิตกนี้และด้วยวิจารนี้ ฉะนี้ แต่อรรถาธิบายแม้ในวิภังค์นั้น นักศึกษาก็พึงทราบอย่างที่อธิบายมาแล้วนี้นั่นแล
ในคำว่า เกิดแต่ความสงัด นี้ มีอรรถาธิบายว่า ความสงบเงียบชื่อว่า ความสงัด หมายความว่า การปราศจากนิวรณ์ อีกอย่างหนึ่ง สภาวธรรมที่สงบ ชื่อว่า ธรรมอันสงัด หมายเอาองค์ธรรมที่ประกอบกับฌานซึ่งสงบจากนิวรณ์ เพราะฉะนั้น ปีติและสุขที่เกิดแต่ความสงัดนั้น หรือที่เกิดในธรรมอันสงัดนั้น ชื่อว่า วิเวกช์ แปลว่า เกิดแต่ความสงัดหรือเกิดในธรรมอันสงัด ก็ได้
ในคำว่า ปีติและสุข นี้ มีอรรถาธิบายว่า ธรรมชาติใดที่ทำให้อิ่มเอิบ ธรรมชาตินั้นชื่อว่า ปีติ ปีตินั้นมีความเอิบอิ่มเป็นลักษณะ มีอันทำกายและใจให้เอิบอิ่มเป็นกิจ หรือมีอันแผ่ซ่านไปในกายและใจเป็นกิจได้ มีอันทำกายและใจให้ฟูขึ้นเป็นอาการปรากฏ
ก็แหละ ปีตินั้น มี ๕ อย่าง คือ:-
๑. ขุททกาปีติ ปีติทำให้ขนชูชันเล็กน้อย
๒. ขณิกาปีติ ปีติที่เกิดขึ้นชั่วขณะ ๆ เหมือนฟ้าแลบ
๓. โอกกันติกาปีติ ปีติที่กระทบกาย เหมือนคลื่นกระทบฝั่ง