ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
[๑๐๓] ในอสุภะ ๑๐ ประการนั้น โยคีบุคคลผู้ปรารถนาจะทำอุทธุมาตกนิมิตในร่างกายอันขึ้นพองให้บังเกิดขึ้นแล้วเจริญอุทธุมาตกฌาน พึงเข้าไปหาอาจารย์ เรียนเอากัมมัฏฐานตามนัยดังกล่าวมาแล้วในปฐวีกสิณนั้นแล อันอาจารย์นั้นเมื่อจะบอกกัมมัฏฐานแก่โยคีบุคคลนั้นพึงบอกให้หมดทุกวิธีอย่างนี้คือ วิธีไปเพื่อต้องการดูอสุภนิมิต การกำหนดเครื่องหมายโดยรอบ การถือเอานิมิตโดยวิธี ๑๑ อย่าง การพิจารณาทางไปและทางมา ฝ่ายโยคีบุคคลนั้นเรียนเอาวิธีทุก ๆ อย่างเป็นอันดีแล้ว พึงเข้าไปยังเสนาสนะอันมีประการดังกล่าวแล้วในตอนต้น พึงแสวงหาอุทธุมาตกนิมิตอยู่เถิด
[๑๐๔] ก็แหละ เมื่อโยคีบุคคลแสวงหาอุทธุมาตกนิมิตอยู่อย่างนั้น แม้ครั้นได้ยินคนทั้งหลายพูดกันว่า ร่างอสุภะที่ขึ้นพองทิ้งอยู่ที่ประตูบ้านชื่อนั้น ที่ปากดงชื่อนั้น ที่หนทางชื่อนั้น ที่เชิงภูเขาชื่อนั้น ที่โคนไม้ชื่อนั้น ที่ป่าช้าชื่อนั้น อย่าเพิ่งรีบไปโดยทันทีเหมือนคนแล่นไปโดยผิดท่า
เพราะเหตุไร ? เพราะเหตุว่า ขึ้นชื่อว่าอสุภะนี้เป็นสิ่งอันมักร้ายซ่อนเร้นไว้ก็มี เป็นสิ่งอันอนุษย์สิงอยู่ก็มี แม้อันตรายแห่งชีวิตจะพึงมีแก่โยคีบุคคลนั้นได้ในเพราะเหตุนั้น อนึ่ง ทางที่ไป ณ ที่แห่งอสุภะนั้น ลางทีก็ผ่านประตูบ้าน ลางทีก็ผ่านท่าน้ำ ลางทีก็ผ่านปลายนาไป ณ ที่เช่นนั้น รูปอันเป็นวิสภาค (คือรูปอันเป็นข้าศึก) ก็มีมาสู่คลองจักษุ หรือร่างอสุภะนั้นเองแหละจะเป็นรูปวิสภาคเสียเอง จริงอยู่ ร่างของสัตว์ย่อมเป็นรูปวิสภาคของบุรุษ ร่างของบุรุษย่อมเป็นรูปวิสภาคของสตรี ร่างนั้นอันตายแล้วไม่นาน ย่อมปรากฏโดยความงามของสวยงามได้อยู่ ด้วยเหตุนั้น แม้อันตรายแห่งพรหมจรรย์จะพึงมีแก่โยคีบุคคลนั้นได้ แต่ถ้าโยคีบุคคลมั่นใจตนเองว่าสำหรับโยคีบุคคลเช่นอย่างข้าพเจ้า อสุภะนี้ไม่เป็นสิ่งที่น่าหนักใจ เมื่อโยคีบุคคลมั่นใจตนเองได้อย่างนี้ ก็พึงไปเถิด
[๑๐๕] ก็แหละ เมื่อจะไปนั้น พึงเรียนแต่พระสังฆเถระหรือพระภิกษุผู้มีชื่อเสียงรูปใดรูปหนึ่งแล้วจึงไป เพราะเหตุไร ? เพราะถ้าโยคีบุคคลนั้นถูกอนิมิตอารมณ์คือรูปและเสียงของอนุษย์ สีหะ และเสือเป็นต้นครอบงำ ณ ที่สุสาน ถึงกับ