ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
อาคันตุกะแล้วก็ต้องทำการปฏิสันถารต่อภิกษุอาคันตุกะด้วย จำต้องบำเพ็ญวัตรทั้งหลายในคัมภีร์ขันธกะทุกอย่างแม้ที่เหลือ เช่น วัตรในลานพระเจดีย์ วัตรในลานพระคัมภีรมหาโพธิ์ วัตรในอุโปสถาคาร วัตรในโรงฉัน วัตรในเรือนไฟ อาจริยวัตร อุปัชฌายวัตร อาคันตุกวัตร และคมิกวัตร เป็นต้น แม้เมื่อภิกษุนั้นมาบำเพ็ญวัตรเหล่านั้นอยู่ นิมิตที่อ่อนนั้นก็จักเสื่อมไปเสีย แม้เมื่อโยคีบุคคลนั้นมีความประสงค์จะไปด้วยคิดว่า เราจักไปถือเอานิมิตอีก ก็ไม่สามารถที่จะเข้าไปในป่าช้าได้ เพราะอันพวกมนุษย์หรือพวกสัตว์ร้ายเข้ากีดกันเสียแล้ว หรือมิฉะนั้น นิมิตก็กลับกลายไปแล้ว จริงอยู่ อสุภะที่ขึ้นพองดำรงอยู่ได้เพียงวันเดียวหรือสองวันเท่านั้น ก็จะถึงซึ่งภาวะเป็นอสุภะมีสีเขียวคละด้วยสีต่าง ๆ เป็นต้นไป ในบรรดากัมมัฏฐานทั้งหมดที่ชื่อว่ากัมมัฏฐานอันหาได้ยากเสมอด้วยกัมมัฏฐานบทนี้ หามีไม่ เพราะเหตุนั้น เมื่อ นิมิตเสื่อมไปแล้วอย่างนี้ อันภิกษุนั้นนั่งอยู่ ณ ที่พักกลางคืนหรือ ณ ที่พักกลางวันแล้ว พึงพิจารณาถึงทางไปและทางมาจนถึงที่นั่งคู่บัลลังก์อย่างนี้ว่า เราออกจากวัดไปโดยประตูชื่อนี้ เดินไปสู่ทางที่ตรงไปสู่ทิศโน้น ณ ที่ตรงโน้นจับเอาทางซ้าย ณ ที่ตรงโน้นจับเอาทางขวา ณ ที่โน้นแห่งอสุภนิมิตนั้นมีก้อนหิน ณ ที่ตรงโน้นมีจอมปลวก ต้นไม้ กอไม้หรือเครือไม้ชนิดใดชนิดหนึ่งเหล่านั้น ครั้นแล้วไปโดยทางนั้นได้เห็นอสุภะในที่ชื่อโน้น ณ ที่ตรงนั้นเรายืนผินหน้าไปสู่ทิศโน้น กำหนดนิมิตต่าง ๆ โดยรอบอย่างนี้และอย่างนี้ จึงถือเอาอสุภนิมิตอย่างนี้ แล้วออกจากป่าช้าทางทิศโน้น กระทำกิจสิ่งนี้ตามทางเห็นปานนี้ แล้วมานั่งอยู่ ณ ที่ตรงนี้
เมื่อภิกษุนั้นพิจารณาอยู่อย่างนี้ นิมิตนั้นก็จะปรากฏ คือ ย่อมปรากฏเหมือนวางไว้ข้างหน้า พระกัมมัฏฐานย่อมดำเนินไปสู่วิถีโดยอาการเดินนั่นเทียว ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า การพิจารณาทางไปและทางมา มีอันยังวิธีให้ดำเนินไปโดยชอบเป็นประโยชน์ฉะนี้
[๑๑๖] บัดนี้ จะอธิบายในคำของอรรถกถาจารย์ข้อว่า โยคีบุคคลเป็นผู้มีปกติมองเห็นอานิสงส์ เป็นผู้มีความสำคัญเห็นเป็นรัตนะ เข้าไปตั้งความเคารพไว้ ประพฤติให้เป็นที่รักอย่างสนิทอยู่ ย่อมผูกพันจิตไว้ในอารมณ์นั้น ดังต่อไป