ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
๘. สตินั่นนึกถึงซึ่งรูปกายอันต่างด้วยผมเป็นต้น หรือสตินั่นนึกไปในกาย ชื่อว่า กายคตาสติ นั้นด้วย นึกถึงซึ่งรูปกายหรือนึกไปในกายด้วย ชื่อว่า กายคตาสติ แทนที่จะกล่าวว่า กายคตสติ กล่าวเสียว่า กายคตาสติ เพราะไม่ทำรัสสะ คำนั้นเป็นชื่อของสตินั่นมีนิมิต คือชิ้นส่วนของกายมีผมเป็นต้นเป็นอารมณ์
๙. ความระลึกเกิดขึ้นปรารภลมหายใจเข้าและลมหายใจออก ชื่อว่า อานาปานสติ คำนั้นเป็นชื่อของสตินั่นมีนิมิตคือลมหายใจเข้าและลมหายใจออกเป็นอารมณ์
๑๐. ความระลึกเนือง ๆ เกิดขึ้นปรารภความสงบ ชื่อว่า อุปสมานุสสติ คำนี้เป็นชื่อของสตินั่นมีนิพพานอันเป็นที่สงบทุกข์ทั้งปวงเป็นอารมณ์
[๑๒๔] ในอนุสสติ ๑๐ ประการนี้ อันโยคีบุคคลผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอย่างไม่หวั่นไหว มีความประสงค์เพื่อที่จะเจริญพุทธานุสสติเป็นประการแรก พึงไป ณ ที่อันสงัด หลีกเร้นอยู่ ณ เสนาสนะอันสมควร แล้วพึงระลึกถึงพระคุณของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าเนือง ๆ โดยนัยที่มาในพระบาลีอย่างนี้ว่า :-
พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น
๑. อิติปิ อรหํ เป็นพระอรหันต์ แม้เพราะเหตุนี้
๒. อิติปิ สมฺมาสมฺพุทฺโธ เป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ แม้เพราะเหตุนี้
๓. อิติปิ วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน เป็นผู้ทรงสมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ แม้เพราะเหตุนี้
๔. อิติปิ สุคโต เป็นผู้เสด็จไปดี แม้เพราะเหตุนี้
๕. อิติปิ โลกวิทู เป็นผู้ทรงรู้แจ้งโลก แม้เพราะเหตุนี้
๖. อิติปิ อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ ทรงเป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกชั้นยอดเยี่ยม แม้เพราะเหตุนี้
๗. อิติปิ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ ทรงเป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย แม้เพราะเหตุนี้