ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
อนึ่ง อีกบุคคลหนึ่ง ปรารถนาว่า เราจักเสวยสมบัติในพรหมโลก ดังนี้แล้ว ก็เจริญเมตตากัมมัฏฐาน เจริญกรุณากัมมัฏฐาน เจริญมุทิตากัมมัฏฐาน เจริญอุเบกขากัมมัฏฐาน เขาย่อมไปบังเกิดในพรหมโลก เพราะความบริบูรณ์แห่งการเจริญกัมมัฏฐาน คำว่า กรรมอันเป็นเหตุให้บังเกิดในพรหมโลกนั้นของบุคคลนั้น กรรมภพ เป็นต้น ก็นัยเดียวกันนั่นแล
อีกบุคคลหนึ่ง ปรารถนาว่า เราจักเสวยสมบัติในอรูปภพ ดังนี้แล้วก็เจริญสมาบัติทั้งหลาย มีอากาสานัญจายตนสมาบัติเป็นต้น เหมือนอย่างนั้นนั่นแล เขาย่อมไปบังเกิดในอรูปภพนั้น ๆ เพราะความบริบูรณ์แห่งการเจริญสมาบัติ กรรมอันเป็นเหตุให้บังเกิดในอรูปภพนั้นของบุคคลนั้นเป็น กรรมภพ ขันธ์ทั้งหลายที่บังเกิดเพราะกรรมเป็น อุปปัตติภพ ความบังเกิดแห่งขันธ์ทั้งหลายเป็น ชาติ ความแก่หง่อมแห่งขันธ์ทั้งหลายเป็น ชรา ความแตกแห่งขันธ์ทั้งหลายเป็น มรณะ ฉะนี้ แม้ในการประกอบความทั้งหลายซึ่งมีอุปาทานที่เหลือเป็นมูล ก็นัยเดียวกันนี้
ความรู้ในการกำหนดปัจจัยอย่างนี้ว่า อวิชชาเป็นเหตุ สังขารเป็นผลเกิดแต่เหตุ แม้อวิชชาและสังขารทั้ง ๒ นั้นก็เป็นผลเกิดแต่เหตุ นี่เป็น ธรรมฐิติญาณ ความรู้ในการกำหนดปัจจัยว่า อวิชชาเป็นเหตุ สังขารเป็นผลเกิดแต่เหตุ แม้อวิชชาและสังขารทั้ง ๒ นั้น ก็เป็นผลเกิดแต่เหตุ ทั้งในกาลเป็นอดีต ทั้งในกาลเป็นอนาคต เป็น ธรรมฐิติญาณ นักศึกษาพึงทำทุก ๆ บทให้พิสดารโดยนัยนี้ ด้วยประการฉะนี้นั่นเทียว
ในบรรดาธรรมเหล่านั้น อวิชชากับสังขารจัดเป็น สังเขป อัน ๑ วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ และเวทนา จัดเป็น สังเขป อัน ๑ ตัณหา อุปาทาน และภพ จัดเป็น สังเขป อัน ๑ ชาติ ชราและมรณะ จัดเป็น สังเขป อัน ๑ แหละ ในสังเขปเหล่านั้น สังเขป ต้นจัดเป็น อดีตอัทธา (อดีตกาล) ๒ สังเขปกลางจัดเป็น ปัจจุบันอัทธา (ปัจจุบันกาล) ชาติ ชราและมรณะ จัดเป็น อนาคตอัทธา (อนาคตกาล) อนึ่ง ในบรรดาธรรมเหล่านั้น โดยที่ถือเอาอวิชชาและสังขาร ก็เป็นอันถือเอาตัณหา อุปาทานและภพด้วย ดังนั้น ธรรม ๕ อย่างนี้ จัดเป็น กรรมวัฏฏะในอดีต ธรรม ๕ มีวิญญาณเป็นต้นจัดเป็น วิปากวัฏฏะในปัจจุบัน โดยที่ถือเอาตัณหา อุปาทานและภพ ก็เป็นอันถือเอาอวิชชาและสังขารด้วย ดังนั้น ธรรม ๕ อย่างนี้ จัดเป็น กรรมวัฏฏะในปัจจุบัน เพราะเหตุที่ธรรม ๕ มีวิญญาณเป็นต้น