ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ในบรรดาปฏิจจสมุปบาทธรรมเหล่านั้น ความไม่รู้ในทุกข์เป็นต้น ชื่อว่า อวิชชา แหละอวิชชาในกามภพเป็นปัจจัยแก่สังขารทั้งหลายในกามภพ อวิชชาในรูปภพเป็นปัจจัยแก่สังขารทั้งหลายในรูปภพ อวิชชาในอรูปภพเป็นปัจจัยแก่สังขารทั้งหลายในอรูปภพ สังขารทั้งหลาย ในกามภพเป็นปัจจัยแก่ปฏิสนธิวิญญาณในกามภพ ในภพ ๒ นอกนี้ก็มีนัยเช่นนี้ ปฏิสนธิวิญญาณ ในกามภพเป็นปัจจัยแก่นามรูปในกามภพ ในรูปภพเหมือนกัน ส่วนในอรูปภพ ปฏิสนธิวิญญาณ เป็นปัจจัยแก่นามอย่างเดียว นามรูป ในกามภพเป็นปัจจัยแก่อายตนะ ๖ ในกามภพ นามรูป ในรูปภพเป็นปัจจัยแก่อายตนะ ๑ ในรูปภพ อายตนะ ๖ ในกามภพเป็นปัจจัยแก่ผัสสะ ๖ ในกามภพ อายตนะ ๓ ในรูปภพเป็นปัจจัยแก่ผัสสะ ๓ ในรูปภพ อายตนะ ๑ ในอรูปภพเป็นปัจจัยแก่ผัสสะ ๑ ในอรูปภพ ผัสสะ ๖ ในกามภพเป็นปัจจัยแก่เวทนา ๖ ในกามภพ ผัสสะ ๓ ในรูปภพเป็นปัจจัยแก่เวทนา ๓ ในรูปภพ นั่นแหละ เวทนา ๑ ในอรูปภพเป็นปัจจัยแก่กองตัณหา ๖ ในกามภพ เวทนา ๓ ในรูปภพเป็นปัจจัยแก่กองตัณหา ๓ ในรูปภพนั่นนั่นแหละ เวทนา ๑ ในอรูปภพเป็นปัจจัยแก่กองตัณหา ๑ ในอรูปภพ ตัณหานั้น ๆ ในภพนั้น ๆ เป็นปัจจัยแก่ อุปาทานนั้น ๆ ธรรมทั้งหลายมี อุปาทาน เป็นต้น เป็นปัจจัยแก่ธรรมทั้งหลายมี ภพ เป็นต้น
ถาม - ข้อนี้ อย่างไร ?
ตอบ - บุคคลบางคนในโลกนี้คิดว่า เราจักบริโภคซึ่งกามคุณทั้งหลาย ดังนี้แล้ว ก็ประพฤติทุจริตด้วยกาย ประพฤติทุจริตด้วยวาจา ประพฤติทุจริตด้วยใจ เพราะมีกามุปาทานเป็นปัจจัย เขาย่อมบังเกิดในอบาย เพราะความบริบูรณ์แห่งทุจริต กรรมอันเป็นเหตุให้บังเกิดในอบายนั้นของบุคคลนั้นเป็น กรรมภพ ขันธ์ทั้งหลายที่บังเกิดเพราะกรรมนั้นเป็น อุปปัตติภพ ความบังเกิดแห่งขันธ์ทั้งหลายเป็น ชาติ ความแก่หง่อมแห่งขันธ์ทั้งหลายเป็น ชรา ความแตกแห่งขันธ์ทั้งหลายเป็น มรณะ
อีกบุคคลหนึ่ง ปรารถนาว่า เราจักเสวยสวรรค์สมบัติ ดังนี้แล้วจึงประพฤติสุจริตเหมือนอย่างนั้นนั่นแล เขาย่อมบังเกิดในสวรรค์เพราะความบริบูรณ์แห่งสุจริต คำว่า กรรมอันเป็นเหตุให้บังเกิดในสวรรค์นั้นแห่งบุคคลนั้นเป็น กรรมภพ เป็นต้น ก็นัยเดียวกันนั่นเทียว