ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ด้วยพระองค์เองด้วย คือตรัสรู้สรรพธรรมทั้งหลายที่ควรรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง โดยความเป็นธรรมอันควรรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง ตรัสรู้สรรพธรรมทั้งหลายที่ควรกำหนดรู้ โดยความเป็นธรรมอันควรกำหนดรู้ ตรัสรู้สรรพธรรมทั้งหลายอันควรละ โดยความเป็นธรรมอันควรละ ตรัสรู้สรรพธรรมทั้งหลายอันควรทำให้แจ้ง โดยความเป็นธรรมอันควรทำให้แจ้ง ตรัสรู้ธรรมทั้งหลายอันควรเจริญ โดยความเป็นธรรมอันควรเจริญ
แหละด้วยเหตุนั้นนั่นแล พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสไว้ว่า :-
สิ่งที่ควรรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง เราได้รู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง สิ่งที่ควรละเราได้ละแล้ว สิ่งที่ควรทำให้แจ้ง เราได้ทำให้แจ้งแล้ว และสิ่งที่ควรเจริญเราได้เจริญแล้ว พราหมณ์ เพราะเหตุนั้น เราจึงเป็นผู้ตรัสรู้
[๑๓๒] อีกประการหนึ่ง จักขุ เป็นทุกขสัจ ตัณหาเก่าอันเป็นสมุฏฐานโดยความเป็นมูลเหตุแห่งจักขุนั้น เป็นสมุทยสัจ ความไม่ดำเนินไปแห่งจักขุและตัณหาทั้งสอง เป็นนิโรธสัจ ปฏิปทาที่เป็นเหตุรู้นิโรธ เป็นมรรคสัจ พระผู้มีพระภาคตรัสรู้สรรพธรรมทั้งหลายโดยชอบด้วย ด้วยพระองค์เองด้วย แม้โดยการยกขึ้นที่ละบท ๆ อย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้ แม้ในโสตะ ฆานะ ชิวหา กายและมโนทั้งหลายก็มีนัยเช่นเดียวกันนี้
อายตนะ ๖ มีรูปเป็นต้น กองแห่งวิญญาณ ๖ มีกวิญญาณเป็นต้น ผัสสะ ๖ มีกำจุสัมผัสเป็นต้น เวทนา ๖ มีกำจุสัมผัสสาหาเวทนาเป็นต้น สัญญา ๖ มีกำจุสัญญาเป็นต้น เจตนา ๖ มีรูปสัญเจตนาเป็นต้น กองแห่งตัณหา ๖ มีรูปตัณหาเป็นต้น วิตก ๖ มีรูปวิตกเป็นต้น วิจาร ๖ มีรูปวิจารเป็นต้น ขันธ์ ๕ มีรูปขันธ์เป็นต้น กิเลส ๑๐ อนุสติ ๑๐ สัญญา ๑๐ ด้วยอำนาจแห่งอุทธุมาตกสัญญาเป็นต้น อาการ ๓๒ มีผมเป็นต้น อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ ภพ ๙ มีกามภพเป็นต้น ฌาน ๔ มีปฐมฌานเป็นต้น อัปปมัญญา ๔ มีเมตตาภาวนา เป็นต้น อรูปสมาบัติ ๔ และองค์แห่งปฏิจจสมุปบาทโดยปฐวีโลมมีชาติและชรา เป็นต้น โดยอนุโลมีอวิชชาเป็นต้น นักศึกษาพึงประกอบเข้าโดยนัยนี้นั่นแล