ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
[๑๖๗] บัดนี้ ถึงวาระแสดงการเจริญมรณสติต่อจากเทวตานุสสตินี้ไป ในมรณสตินั้น คำว่า มรณะ ได้แก่ ความขาดแห่งชีวิตินทรีย์ที่เนื่องอยู่ในภพอันเดียว ก็สมุจเฉทมรณะ กล่าวคือความขาดสูญแห่งวัฏฏทุกข์ของพระอรหันต์ทั้งหลาย ขณิกมรณะ กล่าวคือความแตกดับชั่วขณะแห่งสังขารทั้งหลาย และสมมติมรณะ ได้แก่ในคำว่าต้นไม้ตาย โลหะตาย ดังนี้เป็นต้น มรณะทั้ง ๓ อย่างนั้น ไม่ประสงค์เอาในมรณสตินี้ ก็แหละ มรณะที่ประสงค์เอาในนี้มี ๒ อย่างคือ กาลมรณะ ๑ อกาลมรณะ ๑ ในมรณะ ๒ อย่างนั้น กาลมรณะ ย่อมมีด้วยการสิ้นบุญ หรือการสิ้นอายุ หรือด้วยการสิ้นทั้ง ๒ อย่าง อกาลมรณะ ย่อมมีด้วยอำนาจกรรมที่เข้าตัดรอนกรรม
ในมรณะเหล่านั้นก็มรณะใดแม้เมื่อความพร้อมมูลแห่งปัจจัยที่เป็นเหตุสืบต่ออายุยังมีอยู่ ก็ย่อมมีได้ เพราะความที่กรรมอันเป็นเหตุต่อปฏิสนธิมีวิบากส่งอมสิ้นเชิงแล้ว นี้ชื่อว่ามรณะด้วยการสิ้นบุญ มรณะใดย่อมมีด้วยการสิ้นอายุซึ่งมี ๑๐๐ ปี เป็นกำหนดเหมือนอายุของคนทุกวันนี้ เพราะไม่มีสมบัติ คือ คติ กาล และอาหารเป็นต้น นี้ชื่อว่ามรณะด้วยการสิ้นอายุ ส่วนมรณะโดยย่อมมีแก่เหล่าสัตว์ผู้มีสันดานอันกรรมที่สามารถจะให้เคลื่อนจากฐานินทรีย์เข้ามาตัดรอน เหมือนอย่างทุลมรณะเเละกาลพุรตะเป็นต้น หรือย่อมมีแก่เหล่าสัตว์ผู้มีสันดานขาดไป ด้วยความพยายามมีการนำศัสตรามา (ประหาร) เป็นต้น ด้วยอำนาจกรรมปางก่อน นี้ชื่อว่าอกาลมรณะ มรณะทั้งหมดนั้น สงเคราะห์ด้วยความขาดแห่งชีวิตินทรีย์ การระลึกถึงมรณะ กล่าวคือ ความขาดแห่งชีวิตินทรีย์ ด้วยประการดังกล่าวมานี้ ชื่อว่า มรณสติ