ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
คำว่า สนฺโต เจว ปณีโต จ นี้ได้แก่ สงบด้วย ประณีตด้วย พึงทราบการกำหนดความด้วย เจว ศัพท์ใน ๒ บท พระองค์ทรงอธิบายไว้อย่างไร ? ทรงอธิบายไว้ว่า อันอานาปานสติสมาธินี้ จะได้เป็นธรรมสงบและประณีต โดยปริยายไร ๆ เหมือนอย่างอสุกกัมมัฏฐาน ซึ่งสงบและประณีตโดยปฏิภาคอย่างเดียว แต่ไม่สงบและประณีตโดยอารมณ์เลย เพราะมีอารมณ์หยาบและมีสิ่งปฏิกูลเป็นอารมณ์ห้ามมิได้ โดยที่แท้ เป็นธรรมชื่อว่าสงบ คือเข้าไปสงบดับสนิท เพราะทั้งสงบโดยอารมณ์ เพราะทั้งสงบโดยองค์กล่าวคือปฏิภาค ชื่อว่า ประณีต คือไม่ทำให้เบื่อหน่าย เพราะทั้งประณีตโดยอารมณ์เพราะทั้งประณีตโดยองค์ ดังนี้ เพราะเหตุนั้น จึงตรัสว่า อานาปานสติสมาธินี้เป็นธรรมสงบและประณีต
ก็ในบทว่า อเสวนโก จ สุโข จ วิหาโร นี้มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ เครื่องรดของสมาธินั้นไม่มี เพราะเหตุนั้น สมาธินี้ชื่อว่าไม่มีเครื่องรด คือไม่ถูกตามรด ไม่ปะปน เป็นแผนกหนึ่งโดยเฉพาะ อธิบายว่า ในสมาธินี้ไม่มีอาการสงบด้วยบริกรรมหรืออุปจาระ ความว่า จำเดิมแต่การกำหนดในเบื้องต้น ย่อมสงบและประณีตตามสภาวะของตนนั้นเอง
ฝ่ายอาจารย์บางพวกกล่าวว่า บทว่า อเสวนโก ความว่า ไม่ต้องรด มีโอชาอร่อยตามสภาวะนั้นเอง พึงทราบว่า อานาปานสตินี้ ชื่อว่าไม่มีเครื่องรดดังกล่าวมาฉะนี้ ชื่อว่าเป็นเครื่องอยู่เป็นสุข เพราะเป็นไปเพื่อสุขทางกายและสุขทางใจในขณะที่ถึงอัปปนา บทว่า อุปปนุปปนฺนํ ได้แก่ที่ยังมิได้แล้ว ๆ บทว่า ปาปโก แปลว่า ลามก บทว่า อกุสล ธมฺม ได้แก่ธรรมอันเกิดแต่ความไม่ฉลาด บทว่า ฐานโส อนฺตรธาเปติ ความว่า ย่อมอันตรธานไป คือข่มลงได้โดยขณะนั้นเอง บทว่า อุปสมติ ความว่า ย่อมให้สงบไปด้วยดี อีกอย่างหนึ่ง เธอถึงความเจริญแห่งอริยมรรคโดยลำดับ ย่อมตัดขาด อธิบายว่า ให้สงบระงับไปเพราะอานาปานสติสมาธิเป็นธรรมมีส่วนตรัสรู้ได้