ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
สู่ในพระบาลีนี้ มีความสังเขปดังต่อไปนี้ ภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติสมาธิอันบุคคลเจริญแล้วด้วยประการไร ด้วยอาการไร ด้วยวิธีไร ทำให้มากด้วยประการไร จึงเป็นธรรมสงบโดยแท้ ฯลฯ ย่อมเข้าไปสงบโดยพลันด้วย
[๒๑๗] บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเมื่อจะทรงอธิบายความนั้นให้พิสดาร จึงตรัสว่า อิธ ภิกฺขเว เป็นต้น บรรดาบทเหล่านั้น คำว่า อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ แปลว่า ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ด้วยว่า อิธ ศัพท์ ในพระบาลีนั้นเป็นศัพท์แสดงถึงพระศาสนา อันเป็นที่ก่อเกิดแห่งบุคคลผู้ยังอานาปานสติสมาธิมีประการทั้งปวงให้เกิด และเป็นการปฏิเสธความเป็นอย่างนั้นแห่งศาสนาอื่น สมจริงดังคำที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ภิกษุทั้งหลาย สมณะมีอยู่ในพระศาสนานี้เท่านั้น ฯลฯ ลัทธิอื่น ๆ ว่างเปล่าจากสมณะทุกจำพวก เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงกล่าวว่า อิมสฺมึ สาสเน ภิกฺขุ ดังนี้เป็นต้น
คำว่า อรญฺญคโต วา รุกฺขมูลคโต วา สุญฺญาคารคโต วา นี้ เป็นคำแสดงการกำหนดเสนาสนะอันสมควรแก่การเจริญอานาปานสติสมาธิของพระโยคาวจรนั้น เพราะจิตของท่านชำนิปในอารมณ์ต่าง ๆ มีรูปารมณ์เป็นต้น ตลอดกาลนาน ไม่ปรารถนาจะขึ้นสู่อารมณ์แห่งอานาปานสติสมาธิ มัวแต่จะแล่นออกไปนอกทาง ดังรถที่เขาเทียมด้วยโคโกงแล่นออกไปนอกทางฉะนั้น เพราะฉะนั้น บุคคลผู้เลี้ยงโคปรารถนาจะฝึกลูกโคโกงที่เติบโตขึ้นเพราะได้ดื่มน้ำนมแม่โคโกง เขาจึงพรากมันจากแม่โค ผูกหลักใหญ่ไว้ข้างหนึ่ง ล่ามด้วยเชือกไว้ที่หลักนั้น ครั้นแล้ว ลูกโคนั้นของเขาเดินไปข้างโน้นข้างนี้ เมื่อไม่อาจจะหนีไปได้ก็จะพิงหมอบอิงหรือนอนอิงหลักนั้นนั่นเอง แม้ฉันใด แม้ภิกษุนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อประสงค์จะฝึกจิตที่ชั่วร้ายอันเติบโตขึ้น เพราะดื่มรสารมณ์มีรูปารมณ์เป็นต้นตลอดกาลนาน ก็พึงพรากจากอารมณ์มีรูปารมณ์เป็นต้น เข้าไปสู่ป่าหรือโคนไม้หรือเรือนว่างเปล่า แล้วผูกไว้ที่หลักคือลมหายใจออกและหายใจเข้าด้วยเชือกคือสติ เมื่อเป็นเช่นนั้น จิตของเธอนั้น แม้จะดิ้นรนไปข้างโน้นข้างนี้ เมื่อไม่ได้อารมณ์ที่เคยชินก็ไม่อาจจะตัดเชือกคือสติหนีไปได้ ก็ย่อมจะหมอบและแอบอิงอารมณ์นั้นนั่นเอง ด้วยอำนาจอุปจาระและอัปปนา เพราะเหตุนั้น พระโบราณาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวไว้ว่า :-
นรชนในโลกนี้จะฝึกลูกโคพึงผูกไว้ที่หลัก ฉันใด
พระโยคาวจรในศาสนานี้พึงผูกจิตของตนไว้ที่อารมณ์ให้มั่นด้วยสติ ฉันนั้นแล ฯ