ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
พระผู้มีพระภาครั้นทรงชี้เสนาสนะอันเหมาะสมแก่การเจริญอานาปานสติ อันสมควรแก่ฤกษ์ทั้ง ๓ และสมควรแก่ธาตุและอิริยา แก่พระโยคาวจรอย่างนี้แล้ว เมื่อจะทรงชี้อิริยาบถอันสงบ อันไม่เป็นไปในฝ่ายหดหู่และไม่เป็นไปในฝ่ายฟุ้งซ่านแก่พระโยคาวจรนั้น จึงตรัสว่า นั่ง ดังนี้ ลำดับนั้นเมื่อจะทรงแสดงการนั่งที่มั่นคง ภาวะที่เป็นไปสะดวกหายใจออกเข้า และอุบายในการกำหนดอารมณ์ จึงตรัสว่า คู้บัลลังก์ ดังนี้เป็นต้น
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปลฺลงฺกํ ได้แก่การนั่งพับขาโดยรอบ บทว่า อาภุชิตฺวา แปลว่า คู้เข้า บทว่า อุชุํ กายํ ปณิธาย แปลว่าตั้งร่างกายส่วนบนให้ตรง คือยังกระดูกสันหลัง ๑๘ ท่อนให้ที่สุดจรดกัน เพราะเมื่อพระโยคาวจรนั่งอยู่อย่างนั้น หนังเนื้อและเอ็นย่อมไม่ตึง เมื่อเป็นอย่างนั้น เวทนาซึ่งมีการตึงแห่งหนังเนื้อและเอ็นเหล่านั้นเป็นปัจจัย ที่จะพึงเกิดขึ้นทุก ๆ ขณะแก่พระโยคาวจรนั้น ก็ไม่เกิดขึ้น เมื่อเวทนาเหล่านั้นไม่เกิดขึ้น จิตซึ่งย่อมมีอารมณ์เป็นหนึ่งกัมมัฏฐานย่อมไม่ตกถอย ย่อมเข้าถึงความเจริญยิ่ง ๆ ขึ้น บทว่า ปริมุขํ สติํ อุปฏฺฐเปตฺวา แปลว่า พึงตั้งสติให้บ่ายหน้าต่อพระกัมมัฏฐาน อีกอย่างหนึ่ง พึงเห็นความในคำนี้ โดยนัยที่กล่าวในปฏิสัมภิทาอย่างนี้ว่า ศัพท์ว่า ปริ มี ปริคคห ความกำหนดเป็นอรรถ ศัพท์ว่า มุขํ มี นียาน ความออกไปเป็นอรรถ ศัพท์ว่า สติ มี อุปฏฺฐาน การตั้งมั่นเป็นอรรถ เหตุนั้นจึงตรัสว่า ปริมุขํ สติ ดังนี้ก็ได้ ในปฏิสัมภิทานั้นมีความสังเขปดังนี้ว่า ทำสติมีการออกจากปฏิปักษธรรมอันกำหนดแล้วดังนี้
[๒๑๙] บทว่า โส สโต อสฺสสติ สโต ปสฺสสติ ความว่า ภิกษุนั้นนั่งอย่างนี้และตั้งสติไว้มันอย่างนี้แล้ว เมื่อไม่ละสตินั้น ชื่อว่า มีสติหายใจออกมีสติหายใจเข้า ท่านอธิบายไว้ว่าเป็น สโตการิ ผู้ทำสติ