visuddhimagga>

คัมภีร์วิสุทธิมรรค

ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)

<< | หน้าที่ 452 | >>

ด้วยการหายใจออกเข้ายาว ด้วยอาการ ๙ อย่างเหล่านี้จัดเป็นกาย ความปรากฏจัดเป็นสติ ปฏิปทาเครื่องตามเห็นจัดเป็นญาณ กายเป็นเพียงการปรากฏไม่ใช่ตัวสติ สติเป็นเครื่องปรากฏและตัวสติเครื่องระลึก ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายนั้นด้วยสตินั้นด้วยญาณนั้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่าสติปัฏฐานภาวนา คือการตามเห็นกายในกาย ฯ แม้ในบทที่กำหนดด้วยลมหายใจออกสั้นก็มีนัยนี้เหมือนกัน ส่วนความแปลกดังต่อไปนี้คือ เหมือนอย่างในบทที่กำหนดด้วยลมหายใจออกเข้ายาวในกาลที่นับว่ายาวนั้น ท่านกล่าวว่าหายใจออกยาวในกาลที่นับว่ายาวฉันใด แม้ในบทที่กำหนดด้วยลมหายใจออกสั้นนี้ก็เหมือนกับที่กล่าวมาแล้วว่า หายใจออกสั้นในกาลที่นับว่านิดหน่อย เพราะเหตุนั้น พึงประกอบด้วยสามารถแห่งลมหายใจออกเข้าสั้น จนถึง คำว่าด้วยเหตุนั้น ท่านจึงเรียกว่าสติปัฏฐานภาวนา คือการตามเห็นกายในกาย

พระโยคาวจรนี้เมื่อรู้ชัดลมหายใจออกเข้าโดยอาการเหล่านี้ ด้วยสามารถระยะกาลนาน และด้วยสามารถระยะกาลนิดหน่อยอย่างนี้ พึงทราบว่าเมื่อหายใจออกยาวก็รู้ว่า เราหายใจออกยาว ฯลฯ หรือเมื่อหายใจเข้าสั้นก็รู้ว่าเราหายใจเข้าสั้น

ก็แล เมื่อภิกษุนั้นรู้อยู่อย่างนี้ :-
ลมทั้ง ๔ ชนิด คือลมหายใจออกยาวและสั้น (รวมเป็น ๒) แม้ลมหายใจเข้าก็เช่นนั้น (รวมเป็น ๒) ย่อมเกิดเฉพาะที่ปลายจมูกของภิกษุเท่านั้น

อธิบาย สพพกายปฏิสังเวที

[๒๒๐] คำว่า เธอย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้ตลอดกายทั้งหมดหายใจออกหายใจเข้า นี้มีอธิบายว่า พระโยคาวรภิกษุย่อมสำเหนียกว่า เราจักทำเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุดแห่งกองลมอัสสาสะทั้งสิ้นให้แจ่มแจ้ง คือ ทำให้ปรากฏ จักหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักทำเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุดแห่งกองลมปัสสาสะทั้งสิ้นให้แจ่มแจ้ง คือให้ปรากฏ จักหายใจเข้า พระโยคาวจรเมื่อกระทำให้แจ่มแจ้ง

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka