visuddhimagga>

คัมภีร์วิสุทธิมรรค

ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)

<< | หน้าที่ 453 | >>

คือ ทำให้ปรากฏอย่างนี้ ย่อมหายใจออกและหายใจเข้าด้วยจิตที่เป็นญาณสัมปยุต เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ย่อมสำเหนียกว่าเราจักหายใจออก เราจักหายใจเข้า

เบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุด ปรากฏบางรูป

จริงอยู่ สำหรับภิกษุบางรูป ในกองลมหายใจออกหรือกองลมหายใจเข้า ที่ช้าไปอย่างละเอียด ย่อมปรากฏแต่เบื้องต้น ส่วนท่ามกลางและที่สุดไม่ปรากฏ เธอก็อาจกำหนดเฉพาะเบื้องต้นเท่านั้น ย่อมลำบากในท่ามกลางและที่สุด บางรูปปรากฏแต่ท่ามกลาง ส่วนเบื้องต้นและที่สุดไม่ปรากฏ บางรูปปรากฏแต่ที่สุด ส่วนเบื้องต้นและท่ามกลางไม่ปรากฏ เธอก็อาจเพ่งกำหนดเฉพาะแต่ที่สุดเท่านั้น ย่อมลำบากในเบื้องต้นและท่ามกลาง บางรูปปรากฏทั้งหมดย่อมกำหนดได้ทั้งหมด ไม่ลำบากในส่วนไหน ๆ เพื่อแสดงว่าพึงเป็นเช่นนั้นจึงกล่าวว่า “สพฺพกายปฏิสํเวที อสฺสสิสสามิ วา ปสฺสสิสสามีติ สิกฺขตี”

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สิกขติ ความว่าย่อมเพียรคือพยายามอย่างนี้ อีกอย่างหนึ่ง บัณฑิตพึงทราบอธิบายในบทนี้อย่างนี้ว่า การสำรวมของภิกษุผู้เป็นอย่างนั้น อันใด การสำรวมนี้จัดเป็น อธิสีลสิกขา ในบรรดาสิกขา ๓ นี้ สมาธิของภิกษุผู้เป็นอย่างนั้นอันใด สมาธินี้จัดเป็น อธิจิตตสิกขา ปัญญาของภิกษุผู้เป็นอย่างนั้น อันใด ปัญญานี้จัดเป็น อธิปัญญาสิกขา รวมความว่า สิกขา ๓ เหล่านี้ พระโยคีย่อมศึกษา ย่อมเสพ ย่อมเจริญ ย่อมทำให้มากด้วยสตินั้นด้วยมนสิการนั้นในอารมณ์

ต้องพยายามเพื่อให้ญาณเกิด

ในบรรดานัยทั้ง ๒ นั้น เพราะเหตุที่ในยกแรกพระโยคาวรพึงหายใจออกหายใจเข้าอย่างเดียวเท่านั้น และไม่พึงทำกิจอะไร ๆ อื่น แต่ว่าตั้งแต่นี้ไป เธอควรกระทำความเพียรในการยังญาณให้เกิดขึ้นเป็นต้น ฉะนั้น พึงทราบว่า พระองค์ตรัสพระบาลีโดยเป็นปัจจุบันกาลว่า ...อสฺสสามีติ ปชานาติ ปสฺสสามีติ ปชานาติ รู้ชัดว่าเราหายใจออก...รู้ชัดว่าเราหายใจเข้า ดังนี้ เพื่อจะทรงแสดงอาการมีการยังญาณให้เกิดขึ้น

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka