ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
เป็นต้น ซึ่งจำต้องทำตั้งแต่นี้ไป จึงยกพระบาลีด้วยอำนาจอนาคตกาลโดยนัยมีอาทิว่า สพฺพกายปฏิสํเวที อสฺสสิสสามิ ...เราจักเป็นผู้ตลอดกายทั้งหมดหายใจออก ดังนี้
คำว่า เธอสำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้ระงับกายสังขารหายใจออก...หายใจเข้า ความว่า เธอย่อมสำเหนียกว่า เมื่อเราทำกายสังขารที่หยาบ ให้สงบ ให้ระงับ ให้ดับ ให้เข้าไปสงบ จักหายใจออกจักหายใจเข้า ดังนี้
ในข้อนั้น พึงทราบภาวะ อัสสาสะ และ ปัสสาสะ หยาบละเอียดและสงบดังต่อไปนี้ จริงอยู่ ในกาลก่อนคือในกาลที่ยังมิได้กำหนด ทั้งกายทั้งจิตของภิกษุนี้ยังเป็นกายจิตที่ยังมีความกระวนกระวาย ยังหยาบ เมื่อภาวะที่กายและจิตหยาบไม่สงบระงับ แม้ลมหายใจออกและลมหายใจเข้าก็ยังจัดว่าเป็นของหยาบ คือเป็นไปอย่างแรงกล้า จมูกไม่พอหายใจ ต้องยืนหายใจทั้งออกทั้งเข้าทางปาก แต่เมื่อใดทั้งกายทั้งจิตของเธอถูกกำหนดแล้ว เมื่อนั้นลมหายใจออกเข้าเหล่านั้นย่อมสงบ เมื่อกายและจิตสงบแล้ว ลมหายใจออกและเข้าก็ย่อมเป็นไปละเอียด ย่อมถึงอาการคือภาวะที่จำต้องวินิจฉัยว่ามีอยู่หรือไม่มีหนอ เปรียบเสมือนเมื่อคนแล่นลงจากภูเขา หรือลงภาระหนักลงจากศีรษะยืนอยู่ ลมหายใจออกเข้าย่อมหยาบ จมูกไม่พอหายใจ ต้องยืนหายใจออกและเข้าทางปาก แต่เมื่อใดเขาบรรเทาความเหน็ดเหนื่อยนั้นแล้ว อาบและดื่มแล้ว เอาผ้าเปียกวางไว้ตรงหัวใจ นอนพักที่ร่มไม่อับเย็น เมื่อนั้นลมหายใจออกเข้าเหล่านั้นของเธอย่อมค่อยละเอียดลง ถึงซึ่งอาการคือภาวะที่จะต้องวินิจฉัยว่ามีหรือไม่มีหนอ แม้ฉันใด ในกาลก่อนคือในกาลที่ยังไม่กำหนดทั้งกายทั้งจิตของภิกษุนี้ ฯลฯ ย่อมถึงอาการคือภาวะที่จะต้องวินิจฉัยว่ามีหรือไม่มีหนอ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุอะไร ? เพราะเป็นความจริง ในกาลก่อนคือในกาลที่ยังมิได้กำหนด เธอไม่ต้องมีความคำนึง ความรวบรวมใจ ความใส่ใจและความพิจารณาว่า เราจักระงับกายสังขารที่หยาบ ๆ แต่ในกาลที่กำหนด ย่อมมี เพราะเหตุนั้นกายสังขารของเธอในกาลที่ได้