ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ส่วนพระมัชฌิมภาณกาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า พระโยคาวจรนั้นเป็นผู้ที่อาจารย์ควรบอกว่า นี่นิมิตละอาวุโส เธอจงมนสิการกัมมัฏฐานบ่อย ๆ เข้าเถิด พ่อคนดี ลำดับนั้น พระโยคาวจรนั้นพึงตั้งจิตไว้ที่นิมิตนั้นแหละโดยประการดังกล่าวแล้ว จำเดิมแต่นี้ไป ภาวนาของเธอนี้ย่อมปรากฏด้วยอำนาจรูปนา สมดังคำที่พระโบราณาจารย์กล่าวว่า :-
พระโยคาวจรผู้ทรงปัญญา ตั้งจิตไว้ในนิมิตยังอาการต่าง ๆ ในลมหายใจออกลมหายใจเข้าให้แจ่มแจ้ง จึงจะชื่อว่าผูกจิตของตนไว้ได้
จำเดิมแต่นิมิตปรากฏแล้วอย่างนี้ เป็นอันชื่อว่าเธอข่มนิวรณ์ทั้งหลายได้แน่แท้ กิเลสทั้งหลายย่อมสงบนิ่ง สติก็ปรากฏเด่นชัด จิตย่อมตั้งมั่นด้วยอุปจารสมาธิเป็นแท้.
ลำดับนั้น เธอไม่พึงใส่ใจนิมิตโดยสี อย่าพิจารณาโดยลักษณะ แต่จำต้องเว้นอสัปปายะ ๗ อย่าง มีอาวาสเป็นต้น แล้วเสพสัปปายะ ๗ อย่าง มีอาวาสเป็นต้นเหล่านั้นแหละ รักษาไว้ให้ดี ดังพระขัตติยมหสีรักษาพระครรภ์ที่เกิดแต่พระเจ้าจักรพรรดิ และดังชาวนารักษาท้องข้าวสาลีและข้าวเหนียว ฉะนั้น ครั้นเธอรักษานิมิตนั้นไว้อย่างนี้แล้ว พึงทำให้ถึงความเจริญงอกงามโดยวิธีมนสิการบ่อย ๆ แล้วบำเพ็ญอัปปนาโกศล ๑๐ ประการให้พร้อมมูล ประกอบความเพียรให้สม่ำเสมอ เมื่อเธอพยายามอยู่อย่างนี้ จตุตถฌานหรือปัญจมฌานจะเกิดขึ้นในนิมิตนั้นโดยลำดับ ดังกล่าวแล้วในปฐวีกสิณนั้นแล.
[๒๓๓] ก็ภิกษุทำฌาน ๔ และฌาน ๕ ให้บังเกิดแล้วอย่างนี้ ประสงค์จะเจริญกัมมัฏฐานด้วยสามารถแห่งสัลลักขณา (คือวิปัสสนา) และวุฏฐานา (คือมรรค) และบรรลุความบริสุทธิ์ (คือผล) ในอานาปานสติภาวนานี้ ย่อมทำฌานนั้นแลให้ถึงภาวะ