visuddhimagga>

คัมภีร์วิสุทธิมรรค

ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)

<< | หน้าที่ 468 | >>

ภิกษุรูปหนึ่งก็บอกว่า ปรากฏแก่ข้าพเจ้าเป็นเหมือนแม่น้ำใหญ่ที่ไหลออกจากภูเขา อีกรูปหนึ่งบอกว่า สำหรับข้าพเจ้าเหมือนแนวป่าอันหนึ่ง รูปหนึ่งบอกว่า สำหรับข้าพเจ้าเหมือนต้นไม้ที่เต็มไปด้วยพวงผล สมบูรณ์ไปด้วยกิ่งก้านมีร่มเงาเยือกเย็น จริงอยู่ พระสูตรนั้นก็สูตรเดียวนั่นแหละ ปรากฏแก่เธอทั้งหลายต่าง ๆ กัน เพราะภาวะที่เธอทั้งหลายมีสัญญาต่างกันฉะนั้น เพราะกัมมัฏฐานนี้เกิดจากสัญญา มีสัญญาเป็นเหตุ มีสัญญาเป็นแดนเกิด เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า ย่อมปรากฏได้ต่าง ๆ กัน เพราะสัญญาต่างกัน.

ก็ในกัมมัฏฐานนี้ จิตที่มีลมหายใจออกเป็นอารมณ์ก็เป็นดวงหนึ่ง จิตที่มีลมหายใจเข้าเป็นอารมณ์ก็เป็นดวงหนึ่ง จิตที่มีนิมิตเป็นอารมณ์ก็เป็นดวงหนึ่งแท้ ก็ผู้ใดไม่มีธรรม ๓ ประการนี้ กัมมัฏฐานของผู้นั้นย่อมไม่ถึงอัปปนา ไม่ถึงอุปจาระเลยทีเดียว แต่ผู้ใดมีธรรม ๓ ประการนี้ กัมมัฏฐานของผู้นั้นนั่นแหละย่อมถึงอุปจาระและอัปปนา สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า :-

นิมิต ๑ ลมหายใจออก ๑ ลมหายใจเข้า ๑ มิใช่เป็นอารมณ์แห่งจิตดวงเดียว เมื่อภิกษุไม่รู้ธรรม ๓ ประการ ภาวนาย่อมเกิดไม่ได้ นิมิต ๑ ลมหายใจออก ๑ ลมหายใจเข้า ๑ ไม่ใช่เป็นอารมณ์แห่งจิตดวงเดียว เมื่อภิกษุรู้ธรรม ๓ ประการนี้ ภาวนาย่อมเกิดได้

[๒๓๒] อันดับแรก พระทีฆภาณกาจารย์ทั้งหลายกล่าวไว้อย่างนี้ว่า ก็เมื่อ นิมิตปรากฏอย่างนี้แล้ว ภิกษุนั้นพึงไปหาอาจารย์แล้วเรียนว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ชื่อว่าอารมณ์เห็นปานนี้ปรากฏแก่กระผม แต่อาจารย์ไม่ควรบอกว่า นั่นคือนิมิตหรือไม่ใช่นิมิต พึงบอกว่า เป็นอย่างนั้นแหละอาวุโส แล้วกล่าวว่า เธอจงมนสิการอย่างนั้นบ่อย ๆ เถิด เพราะเมื่ออาจารย์บอกว่า นั่นเป็นนิมิต เธอจะหยุดพักเสีย เมื่อบอกว่า นั่นไม่ใช่นิมิต เธอจะหมดหวังเศร้าใจ เพราะฉะนั้นอาจารย์จึงไม่ควรบอกทั้ง ๒ อย่าง แต่คงแนะนำให้การใส่ใจเท่านั้น.

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka