ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
[๔] ก็แหละ ในปัญหาพยากรณ์นี้ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงด้วยสามารถแห่งคุณมี ศีล เป็นต้น จะอรรถาธิบายโดยย่อ ดังนี้ :-
คำว่า ตั้งตนไว้ในศีลแล้ว คือ ตั้งอยู่ในศีลแล้ว ในข้อนี้มีอรรถาธิบายว่า โยคีบุคคลผู้นำพอศีลให้บริบูรณ์เท่านั้น จึงเรียกได้ว่า ผู้ตั้งอยู่ในศีล ณ ที่นี้ เพราะฉะนั้นที่ว่าตั้งอยู่ในศีล ก็เพราะบำเพ็ญศีลให้บริบูรณ์ คำว่า นรชน ได้แก่สัตว์ คำว่า มีปัญญา คือมีปัญญาในติเหตุกปฏิสนธิอันเกิดแต่กรรม
คำว่า ยังสมาธิจิตและปัญญาให้เจริญอยู่ คือยังสมาธิและวิปัสสนาปัญญาให้เกิดอยู่ ก็แหละ ณ ที่นี้ สมาธิ ทรงแสดงด้วยหัวข้อว่า จิต ส่วน วิปัสสนา ทรงแสดงโดยชื่อว่า ปัญญา คำว่า มีความเพียร คือมีความพยายาม จริงอยู่ วิริยะ เรียกว่า อาตาปะ เพราะอรรถว่าเผากิเลสทั้งหลายให้เร่าร้อน ความเพียรนั้นมีอยู่แก่นรชนนั้น เหตุนั้น นรชนนั้นจึงชื่อว่า อาตาปี แปลว่า มีความเพียร
คำว่า มีปัญญาเครื่องบริหาร อธิบายว่า ปัญญาท่านเรียกว่า เนปักกะ แปลว่า ปัญญาเครื่องบริหาร ผู้ประกอบด้วยปัญญาเครื่องบริหารนั้น ก็แหละ ด้วยบท เนปักกะ นี้ทรงแสดงถึงปาริหาริกปัญญา จริงอยู่ ในปัญหาพยากรณ์นี้ ปัญญามาถึง ๓ วาระ ใน ๓ วาระนั้น วาระแรกได้แก่ สชาติปัญญา วาระที่ ๒ ได้แก่ วิปัสสนาปัญญา วาระที่ ๓ ได้แก่ ปาริหาริกปัญญา อันกำหนดนำไปซึ่งกิจการทั้งปวง
คำว่า เป็นภิกษุ ความว่า ผู้ใดเห็นภัยในสงสาร ผู้นั้นชื่อว่าเป็นภิกษุ คำว่า เธอจะพึงถางรกชัฏอันนี้เสียได้ อธิบายว่า นรชนนั้นเป็นภิกษุประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ คือ ด้วยศีลนี้ ๑ ด้วยสมาธิที่ทรงแสดงด้วยหัวข้อว่าจิตนี้ ๑ ด้วยปัญญา ๓ อย่างนี้ ๑ ด้วยความเพียรนี้ ๑ ยืนอยู่บนแผ่นดินคือศีล ยกขึ้นซึ่งศัสตราคือวิปัสสนาปัญญา ที่ลับแล้วด้วยหินคือสมาธิ ด้วยมือคือปาริหาริกปัญญา ซึ่งมีกำลังคือความเพียรช่วยประคอง แล้วจะพึงถาง จะพึงตัด จะพึงทำลาย ซึ่งรกชัฏคือตัณหาอันตกไปในสันดานของตนนั้นเสียได้ แม้อย่างสิ้นเชิง เหมือนอย่างบุรุษยืนอยู่บนแผ่นดินแล้วเมื่อจ่าสตราที่ลับดีแล้วขึ้น จะพึงถางกอไผ่ขนาดใหญ่ได้ ฉะนั้น