ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ก็แหละ ในขณะแห่ง มัคคญาณ ชื่อว่าภิกษุนี้ถางรกชัฏนั้น ในขณะแห่ง ผลญาณ ชื่อว่าถางรกชัฏเสร็จแล้ว ย่อมสำเร็จเป็นทักขิไณยบุคคลชั้นยอดของโลกพร้อมทั้งเทวโลก ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า :-
นรชน ผู้มีปัญญา เป็นภิกษุ มีความเพียร มีปัญญาเครื่องบริหาร ตั้งตนไว้ในศีลแล้วทำสมาธิจิต และปัญญาให้เจริญอยู่ เธอจะพึงถางรกชัฏอันนี้เสียได้
[๕] ภิกษุนี้ที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ผู้มีปัญญา ด้วยปัญญาใดในพระพุทธนิพนธคาถานั้น กิจที่ภิกษุนั้นจะต้องทำในปัญญานั้นหามีไม่ เพราะว่า ปัญญานั้นสำเร็จแก่เธอด้วยอานุภาพแห่งกรรมเก่ามาแล้ว
ก็แหละ อันโยคีบุคคลนั้นพึงตั้งตนไว้ในศีลแล้วพึงเจริญสมถะและวิปัสสนาซึ่งตรัสไว้ด้วยสามารถแห่งจิตและปัญญา โดยกระทำติดต่อกันไปด้วยสามารถแห่งความเพียรที่ตรัสไว้แล้วในบทว่า ผู้มีความเพียร มีปัญญาเครื่องบริหาร และโดยกระทำความรู้แจ้งชัดด้วยสามารถแห่งปัญญานั้นเถิด
เป็นอันพระผู้มีพระภาคได้ทรงแสดง ทางแห่งวิสุทธิ นี้ ในพระพุทธนิพนธคาถานั้น ด้วยมุขคือ ศีล, สมาธิและปัญญา ด้วยประการฉะนี้
ก็ด้วยพระธรรมเทศนาเพียงเท่านี้ เป็นอันพระผู้มีพระภาคทรงประกาศสิกขา ๓, คำสั่งสอนอันมีความงาม ๓, อุปนิสัยแห่งความเป็นผู้มีวิชชา ๓ เป็นต้น, การเว้นส่วนสุดทั้งสอง และการส่องเสพมัชฌิมาปฏิปทา, อุบายเป็นเครื่องก้าวล่วงอบายเป็นต้น, การประหารกิเลสโดยอาการ ๓, ธรรมเป็นปฏิปักษ์แห่งการล่วงละเมิดเป็นต้น, การชำระสังกิเลส ๓, และเป็นอันทรงประกาศเหตุแห่งความเป็นพระโสดาบันเป็นต้น
ทรงประกาศอย่างไร ? อธิบายว่า ในสิกขา ๓ นั้น อธิสีลสิกขาทรงประกาศด้วยศีล อธิจิตตสิกขาทรงประกาศด้วยสมาธิ อธิปัญญาสิกขาทรงประกาศด้วยปัญญา
ความงามในเบื้องต้นแห่งพระศาสนาทรงประกาศด้วยศีล จริงอยู่ ศีลชื่อว่าเป็นเบื้องต้นแห่งพระศาสนา เพราะพระบาลีว่า “ก็อะไรเป็นเบื้องต้นแห่งกุศลธรรม