visuddhimagga>

คัมภีร์วิสุทธิมรรค

ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)

<< | หน้าที่ 512 | >>

เจริญเมตตาถึงขั้นสีมาสัมเภท

[๒๕๒] เมื่อโยคีบุคคลได้พยายามบรรเทาความโกรธแค้นในคนคู่เวรให้ระงับลงได้แล้วด้วยอุบายวิธีต่าง ๆ มีการระลึกถึงพระพุทธโอวาทในกกจูปมสูตรเป็นต้นตามที่ได้แสดงมาจะนี้แล้ว จิตของโยคีบุคคลนั้นก็จะแผ่ไป น้อมไปแม้ในคนคู่เวรนั้นได้ด้วยวิธีแห่งเมตตาภาวนาเช่นเดียวกับในคนที่รักเพื่อนที่รักมากและคนเป็นกลาง ๆ นั่นเทียว ลำดับนั้น โยคีบุคคลพึงเจริญเมตตาให้บ่อย ๆ ขึ้น แล้วทำเมตตาให้เป็นสีมาสัมเภท๑ กล่าวคือทำให้จิตเสมอกันในบุคคล ๔ จำพวก ได้แก่ ตนเอง ๑ คนที่รัก ๑ คนเป็นกลาง ๆ ๑ คนคู่เวร ๑ ต่อไป

ลักษณะของสีมาสัมเภท

ลักษณะของเมตตาที่เป็นสีมาสัมเภทนั้นดังนี้ สมมติว่าขณะที่โยคีบุคคลผู้เจริญเมตตากัมมัฏฐานนั้น นั่งอยู่ในกลุ่มเดียวกันกับคนที่รัก คนเป็นกลาง ๆ และคนคู่เวร เป็นสี่ทั้งตนเอง ได้มีพวกโจรเข้าไปหาแล้วพูดว่า “ท่านครับ ของจงให้ภิกษุแก่เราสักรูปหนึ่งเถิด” โยคีบุคคลถามว่า “จะเอาไปทำไม” พวกโจรตอบว่า “จะนำไปฆ่าเอาเลือดในลำคอทำพลีกรรมในกรณีเช่นนี้” ถ้าโยคีบุคคลนั้นตัดสินใจว่า “จงเอารูปนั้นหรือรูปโน้นก็ได้” ดังนี้ ไม่ชื่อว่าทำเมตตาให้เป็นสีมาสัมเภท ถ้าแม้โยคีบุคคล จะพึงตัดสินใจว่า “เชิญเอาตัวฉันไปเถอะ อย่าเอาสามรูปนั้นเลย” ดังนี้ ก็ไม่ชื่อว่าได้ทำเมตตาให้เป็นสีมาสัมเภทเช่นเดียวกัน

ถาม - เพราะเหตุไรจึงไม่เป็นสีมาสัมเภท ?
ตอบ - เพราะเหตุที่เมื่อโยคีบุคคลยังมีความปรารถนาให้โจรเอาภิกษุรูปใดรูปหนึ่งอยู่นั้น ก็ชื่อว่าเธอเป็นผู้มีความมุ่งร้ายในภิกษุรูปนั้นอยู่ และเป็นผู้ยังมีความปรารถนาดีในภิกษุรูปอื่น ๆ นอกนั้น จิตไม่สม่ำเสมอในคนทั้ง ๔ คน

๑ คำว่า “สีมาสัมเภท” การทำลายขอบเขตแห่งเมตตา คือ ไม่ทำการแบ่งแยกว่า ตน, คนที่รัก, คนเป็นกลาง ๆ, คนคู่เวรอธิบายว่า คน ๔ พวกนี้ เป็นสีมาขอบเขตที่จะแผ่เมตตาไปถึง เมื่อแรกเจริญเมตตานั้น ก็เจริญไปทีละเขต ๆ ครั้นภาวนามีกำลังกล้าขึ้น จิตก็เห็นเสมอกันในคน ๔ จำพวกนี้ ไม่มีแยกเป็นเขต ๆ อย่างแรกเจริญดังนี้ เรียกว่า สีมาสัมเภท

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka