visuddhimagga>

คัมภีร์วิสุทธิมรรค

ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)

<< | หน้าที่ 513 | >>

ต่อเมื่อใดโยคีบุคคลนั้น ไม่เห็นคนที่ตนควรจะให้แก่พวกโจรแม้สักคนหนึ่งในจำนวน ๔ คนนั้น วางจิตไว้เสมอกันในตนและคนสามคนนั้น ดังนี้ จึงได้ชื่อว่าทำเมตตาให้เป็นสีมาสัมเภท สมด้วยวจนะประพันธ์อันพระโบราณาจารย์ประพันธ์ไว้ว่า

“ภิกษุผู้เจริญเมตตากัมมัฏฐานนั้น ตราบใดยังเห็นแตกต่างกันอยู่ในบุคคล ๔ จำพวก คือ ตน, คนที่รัก, คนเป็นกลาง ๆ, และคนที่เกลียดชัง ในคนใดคนหนึ่งเรียกได้เพียงว่าเธอเป็นผู้มีจิตปรารถนาดีในสัตว์ทั้งหลาย แต่ยังไม่จัดว่าเป็นผู้มีความรักด้วยเมตตาแท้ หรือเป็นผู้มีกุศลอันประเสริฐ ต่อเมื่อใด ภิกษุนั้นทำลายขอบเขตแห่งเมตตา คือ บุคคล ๔ จำพวกเสียได้ จึงจะแผ่เมตตาแท้ไปได้ทั่วโลกมนุษย์กับทั้งโลกเทวดาอย่างสม่ำเสมอกัน ขอบเขตแห่งเมตตาไม่ปรากฏมีแก่ภิกษุใด เธอได้ชื่อว่าเป็นบุคคลผู้ประเสริฐยิ่งใหญ่กว่าคนที่ยังเห็นแตกต่างในบุคคล ๔ จำพวกข้างต้นนั้น”

สีมาสัมเภทเท่ากับปฏิภาคนิมิต

[๒๕๓] ด้วยประการฉะนี้ เป็นอันว่าโยคีบุคคลผู้เจริญเมตตากัมมัฏฐานนี้ได้สำเร็จถึงขั้นปฏิภาคนิมิตหรืออุปจารสมาธิแล้ว ทั้งนี้ตลอดเวลาที่สีมาสัมเภทยังเป็นไปอยู่อย่างสม่ำเสมอนั่นเทียว อธิบายว่า ในกัมมัฏฐานอื่น ๆ เช่น กสิณกัมมัฏฐาน เป็นต้น ปฏิภาคนิมิตย่อมปรากฏให้เห็นเป็นอารมณ์ของฌานจิต โดยอาศัยอุคคหนิมิตที่ได้มาด้วยการภาวนาซึ่งเรียกว่าดวงกสิณเป็นต้น ส่วนในเมตตากัมมัฏฐานนี้ไม่มีปฏิภาคนิมิตปรากฏให้เห็นเหมือนอย่างนั้น แต่ว่าสีมาสัมเภทอันมีลักษณะดังแสดง มาที่โยคีบุคคลได้บรรลุแล้วนั่นแล จัดเป็นดุจปฏิภาคนิมิตในที่นี้ ด้วยมีลักษณะอาการคล้ายกับปฏิภาคนิมิตในกัมมัฏฐานอื่น ๆ

เพราะว่าเมื่อโยคีบุคคลเจริญเมตตากัมมัฏฐานมาจนสำเร็จถึงขั้นสีมาสัมเภทแล้ว โดยเหตุที่ภาวนามีกำลังแก่กล้าขึ้น นิวรณ์ ๕ ประการ อันเป็นศัตรูโดยตรงของฌาน

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka