ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
จึงเป็นอันโยคีบุคคลข่มไว้ได้แล้ว กิเลสทั้งหลายอันตั้งอยู่ในฐานะเดียวกันกับนิวรณ์ก็สงบลงหมดแล้ว จิตของโยคีบุคคลนั้นก็เป็นอันตั้งมั่นดีแล้ว ด้วยกำลังแห่งอุปจารสมาธินั่นเทียว
เมื่อโยคีบุคคลเจริญเมตตากัมมัฏฐานถึงขั้นสีมาสัมเภทแล้วดังนั้น คราวนี้จงทำสีมาสัมเภทนั่นแหละให้เป็นนิมิตกัมมัฏฐานแล้วพยายามส้องเสพนิมิตนั้นให้หนักขึ้น ทำให้เจริญขึ้น เพียรทำให้มาก ๆ เข้า โยคีบุคคลก็จะบรรลุถึงซึ่งอัปปนาสมาธิอันได้แก่ปฐมฌานซึ่งเป็นฌานขั้นแรก โดยทำนองที่แสดงมาแล้วในปฐวีกสิณนิเทศ๑ ทั้งนี้โดยจะไม่เป็นการลำบากอะไรเลย
ด้วยภาวนาวิธีเพียงเท่านี้ เป็นอันว่าโยคีบุคคลผู้เจริญเมตตากัมมัฏฐาน ได้บรรลุแล้วซึ่งปฐมฌาน ซึ่งประกอบด้วยเมตตาพรหมวิหาร อันละเสียได้ซึ่งองค์ ๕ ประกอบด้วยองค์ ๕ มีความงาม ๓ ถึงพร้อมลักษณะ ๑๐ ฉะนี้แล
โยคีบุคคลผู้ได้บรรลุถึงขั้นปฐมฌาน เป็นฌานลาภีบุคคลแล้ว แต่นั้นเมื่อพยายามเจริญกัมมัฏฐานให้ยิ่งขึ้นไป โดยใช้นิมิตคือสีมาสัมเภทนั่นแหละเป็นอารมณ์กัมมัฏฐาน ส้องเสพนิมิตนั้นให้หนักขึ้น ทำให้เจริญขึ้น เพียรทำให้มาก ๆ ขึ้น ก็จะได้บรรลุถึงฌานขั้นสูงขึ้นไปโดยลำดับ กล่าวคือในกรณีที่นับจำนวนฌานเป็น ๔ ขั้น ที่เรียกว่า จตุกกนัย ก็จะได้บรรลุทุติยฌานและตติยฌานเป็นขั้นสุดท้าย ไม่ถึงขั้นจตุตถฌาน ในกรณีที่นับจำนวนฌานเป็น ๕ ขั้น ที่เรียกว่าปัญจกนัย ก็จะได้บรรลุ
๑ วิธีเจริญสมกัมมัฏฐานอย่างพิสดาร ตลอดถึงการบรรลุฌานขั้นต่าง ๆ มีปรากฏในปฐวีกสิณนิเทศแล้ว เพราะปฐวีกสิณกัมมัฏฐานนั้นท่านยกมาแสดงเป็นอันดับแรก ท่านจึงแสดงพิสดารโดยสมบูรณ์ทุกอย่าง ในกัมมัฏฐานอื่น ๆ ลำดับต่อมา ท่านแสดงเฉพาะที่พิเศษ ผู้ปรารถนาพึงตรวจดู ณ ที่นั้น
๒ องค์ ๕ อันถึงลักษณะ ๑๐ ของปฐมฌานนี้ มีอรรถาธิบายในปฐวีกสิณนิเทศโดยพิสดาร ผู้ปรารถนาจงตรวจดู ณ ที่นั้น