ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ก็แหละในวิธีการแผ่เมตตาโดยไม่เจาะจงได้อาการ ๕ โดยเจาะจงได้อาการ ๗ นั้น อาการภาวนาอันหนึ่ง ๆ เป็นเหตุให้ได้อัปปนาภาวนา ๔ อัปปนา โดยอาศัยบทภาวนาแต่ละบท ๆ ดังนี้
บทภาวนาว่า (สพฺเพ สตฺตา) อเวรา โหนฺตุ ขอสัตว์ทั้งปวงจงอย่าผูกเวรกัน นี้เป็นเหตุให้ได้อัปปนาอันหนึ่ง บทภาวนาว่า อพฺยาปชฺฌา โหนฺตุ ขอสัตว์ทั้งปวงจงอย่าเบียดเบียนกัน นี้เป็นเหตุให้ได้อัปปนาอันหนึ่ง บทภาวนาว่า อนีฆา โหนฺตุ ขอสัตว์ทั้งปวงจงอย่ามีทุกข์ นี้เป็นเหตุให้ได้อัปปนาอันหนึ่ง บทภาวนาว่า สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตุ ขอสัตว์ทั้งปวงจงมีสุขประคองตนไปให้รอดเถิด นี้เป็นเหตุให้ได้อัปปนาอันหนึ่ง
แม้ในการลงมือภาวนาครั้งแรก โยคีบุคคลต้องส่งจิตไปตามบทภาวนาทั้ง ๔ บทก็จริง แต่เมื่อถึงวาระภาวนาจะเข้าถึงขั้นสำเร็จอัปปนาฌาน โยคีบุคคลก็สำรวมจิตอยู่เฉพาะแต่ในบทภาวนาที่ปรากฏชัดคล่องแคล่วกว่าเพียงบทเดียวเท่านั้น ฉะนั้น อัปปนาฌานจึงสำเร็จขึ้นทีละบทเป็นอัปปนาฌานอาการละ ๔ อัปปนา เมื่อโยคีบุคคลเจริญหรือแผ่เมตตาได้สำเร็จอัปปนาครบทั้ง ๔ บทโดยอาการ ๕ จึงได้อัปปนาฌานในอโนธิโสสรณาคือ แผ่เมตตาโดยไม่เจาะจงนี้ ๒๐ อัปปนา (๕ x ๔ = ๒๐)
โดยทำนองเดียวกันในโอธิโสสรณาคือแผ่เมตตาโดยเจาะจงนั้น เมื่ออันโดยวิธีการแห่งภาวนามี ๗ อาการ โดยบทสำหรับภาวนามี ๔ บท เมื่อโยคีบุคคลเจริญหรือแผ่เมตตาครบ ๗ อาการและ ๔ บทแล้ว ก็ได้อัปปนาฌาน ๒๘ อัปปนา (๗ x ๔ = ๒๘)
ในทิสาสรณา คือที่แผ่ไปในทิศ โดยปรารภอโนธิโสบุคคล ๕ จำพวกนั้น ทิศหนึ่ง ๆ โดยบุคคลมี ๕ โดยบทภาวนามี ๔ จึงได้อัปปนาฌานทิศละ ๒๐ อัปปนา (๕ x ๔ = ๒๐) เมื่อรวมทั้ง ๑๐ ทิศ ได้อัปปนาฌานถึง ๒๐๐ อัปปนา (๑๐ x ๒๐ = ๒๐๐) ส่วนที่ปรารภโอธิโสบุคคล ๗ จำพวกนั้น ทิศหนึ่ง ๆ โดยบุคคลมี ๗ โดยบทภาวนามี ๔ จึงได้อัปปนาฌานทิศละ ๒๘ อัปปนา (๗ x ๔ = ๒๘) เมื่อรวมทั้ง ๑๐ ทิศ ได้อัปปนาฌาน ๒๘๐ อัปปนา (๑๐ x ๒๘ = ๒๘๐) จึงรวมอัปปนาฌานในทิสาสรณานี้เป็น ๔๘๐ อัปปนา (๒๐๐ + ๒๘๐ = ๔๘๐)