ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ด้วยประการฉะนี้ เมตตาอัปปนาฌานทั้งสิ้นที่ท่านแสดงไว้ในคัมภีร์วิสุทธิมัคค์ มรรค จึงมีจำนวน ๕๒๘ อัปปนา คือในอโนธิโสสรณา ๒๐ ในโอธิโสสรณา ๒๘ และในทิสาสรณา ๔๘๐ (๒๐ + ๒๘ + ๔๘๐ = ๕๒๘)
ก็แหละ เมื่อโยคีบุคคลเจริญเมตตากัมมัฏฐานด้วยภาวนาวิธีดังแสดงมาจนสำเร็จถึงขั้นอัปปนาฌาน หรือเรียกตามสำนวนบาลีว่า เมตตาเจโตวิมุตติแล้ว แม้แต่เพียงอัปปนาอันใดอันหนึ่งในบรรดาอัปปนา ๕๒๘ นั้น ย่อมจะได้ประสบอานิสงส์ถึง ๑๑ ประการ มีนอนเป็นสุขเป็นต้น ดังที่พรรณนามาแล้วโดยแท้แล
[๒๕๖] ในอโนธิโสบุคคล ๕ จำพวก คือ สัตว์, ปาณะ, ภูต, บุคคล และผู้มีอัตภาพนั้น มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้:-
คำว่า สัตตะหรือสัตวะ นั้น มีอรรถวิเคราะห์ว่า รูปาทีสุ ขนฺธธร ฉนฺทราเคน สตฺตาว สตฺตาติ = สตฺตา ชนเหล่าใดที่ข้องติดอยู่ในขันธ์ทั้ง ๕ มีรูปขันธ์เป็นต้นด้วยความกำหนัดพอใจ ชนเหล่านั้นเรียกว่า สัตตะ หรือสัตวะ ข้อนี้สมจริงตามพระบาลีที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ ซึ่งมีปรากฏในคัมภีร์สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรคว่า
“ราคะ! ความพอใจ ความกำหนัดความยินดี และความใคร่กันในรูปขันธ์ บุคคลใดข้องติดอยู่ในรูปขันธ์ด้วยความพอใจเป็นต้นนั้น เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้นจึงเรียกว่าสัตว์ ความพอใจ ความกำหนัด ความยินดีและความใคร่กันใดในเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ บุคคลใดข้องติดอยู่ในเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ ด้วยความพอใจเป็นต้นนั้น เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้นจึงเรียกว่าสัตว์ ความพอใจ ความกำหนัด ความยินดีและความใคร่กันใดในวิญญาณขันธ์ บุคคลใดข้องติดอยู่ในวิญญาณขันธ์ ด้วยความพอใจเป็นต้นนั้น เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้นจึงเรียกว่าสัตว์”