visuddhimagga>

คัมภีร์วิสุทธิมรรค

ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)

<< | หน้าที่ 558 | >>

มุทิตาอัปปนา ๑๓๒

ในมุทิตาภาวนานี้ เมื่อโยคีบุคคลปฏิบัติจนได้สำเร็จถึงขั้นอัปปนาฌาน และทำการแผ่มุทิตาจิตไปโดยอาการ ๕ ในอโนธิโสบุคคล โดยอาการ ๗ ในโอธิโสบุคคล และโดยอาการ ๑๐ ในบุคคล ๑๒ จำพวก โดยภาวนาวิธีดังแสดงมา ก็จะได้อัปปนาฌานทั้งหมด ๑๓๒ อัปปนา คือ อัปปนาในอโนธิโสผรณา ๕ ในโอธิโสผรณา ๗ และในทิสาผรณา ๑๒๐ (๕ + ๗ + ๑๒๐ = ๑๓๒)

อานิสงส์มุทิตา

ก็แหละโยคีบุคคลผู้เจริญมุทิตาจนได้สำเร็จถึงขั้นอัปปนาฌานเป็นฌานลาภีบุคคลแล้ว ย่อมมีอันหวังได้ซึ่งอานิสงส์แห่งมุทิตาถึง ๑๑ ประการ มี นอนเป็นสุข เป็นต้น อันเดียวกับเมตตาภาวนาทุกประการนั่นแล

มุทิตาภาวนา จบ

----------

๔. อุเบกขาภาวนา

[๒๖๑] การภาวนาอุเบกขาพรหมวิหารนี้ มีข้อที่แปลกจากพรหมวิหาร ๓ ข้างต้น ที่โยคีบุคคลควรทราบ คือพรหมวิหาร ๓ ข้างต้นนั้นใคร ๆ ก็ตามเมื่อมีความประสงค์จะเจริญภาวนาแล้ว ก็กำลงมือปฏิบัติกันได้ทุกคน และโดยทันทีเดียว ส่วนอุเบกขาพรหมวิหารนี้ หากปฏิบัติเช่นนั้นไม่ได้ ผู้ที่จะลงมือปฏิบัติมีเขตจำกัดไว้เป็นธรรมเนียมเฉพาะแต่ผู้ที่เป็นฌานลาภีบุคคล คือผู้ได้ปฏิบัติพรหมวิหาร ๓ เบื้องต้นข้อใดข้อหนึ่งจนได้บรรลุถึงขั้นตติยฌานโดยจตุกกนัย หรือจตุตถฌานโดยปัญจกนัยมาแล้วเท่านั้น จึงจะลงมือเจริญภาวนาอุเบกขาพรหมวิหารเป็นผลสำเร็จมาแต่พรหมวิหาร ๓ ข้างต้นโดยเฉพาะ และอุเบกขาพรหมวิหารนี้เข้าประกอบได้แต่ในจตุตถฌาน โดยจตุกกนัย หรือในปัญจมฌานโดยปัญจกนัยเท่านั้น ทำได้ประกอบในฌานต้น ๆ ไม่

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka