ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
เป็นเหตุให้ยินดีต่อผู้พรั่งพร้อมด้วยสมบัตินั้น เรียกว่า มุทิตา อีกนัยหนึ่ง สยํ โมทตีติ = มุทิตา ธรรมชาติใดย่อมยินดีเอง ธรรมชาตินั้นเรียกว่า มุทิตา อีกนัยหนึ่ง โมทนมตฺตเมวอตฺตนุติ = มุทิตา ธรรมชาติมาตรว่าความยินดีนั้นนั่นเทียว เรียกว่า มุทิตา
คำว่า อุเบกขา มีอรรถวิเคราะห์ว่า อุรรา โหนฺตีติ อาทิพยาปรปปหานนมชฺฌตฺตาการูปฺปคมนเนน จ อุเปกฺขตีติ = อุเปกฺขา ธรรมชาติใดย่อมเห็นเสมอกันโดยละความขวนขวายว่าสัตว์ทั้งปวง “จงอย่าผูกเวรกัน” เป็นต้น และโดยเข้าถึงภาวะเป็นกลาง ๆ ธรรมชาตินั้นเรียกว่า อุเบกขา
[๒๖๓] ลักษณะเป็นต้นของพรหมวิหาร ๔ นี้ มีอรรถาธิบายตามลำดับดังต่อไปนี้
เมตตา มีอันเป็นไปโดยอาการประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลายเป็นลักษณะ มีอันน้อมนำเข้ามาซึ่งสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลายเป็นกิจ มีอันกำจัดซึ่งความอาฆาตเป็นผลปรากฏ มีอันได้เห็นภาวะที่น่าเจริญใจของสัตว์ทั้งหลายเป็นบรรทัดฐาน มีความสงบแห่งพยาบาทเป็นสมบัติ มีการเกิดความห่วงใยด้วยตัณหาเป็นความวิบัติของเมตตานี้
กรุณา มีอันเป็นไปโดยอาการช่วยบรรเทาทุกข์แก่สัตว์ทั้งหลายเป็นลักษณะ มีอันไม่เบียดเบียนต่อทุกข์ของสัตว์อื่นเป็นกิจ มีการไม่เบียดเบียนสัตว์อื่นเป็นผลปรากฏ มีอันได้เห็นสภาพอันน่าอนาถของสัตว์ทั้งหลายผู้ถูกทุกข์ครอบงำแล้วเป็นบรรทัดฐาน มีความระงับซึ่งการเบียดเบียนสัตว์เป็นสมบัติ มีการเกิดความโศกเศร้าเป็นความวิบัติของกรุณานี้
มุทิตา มีความยินดีด้วยเป็นลักษณะ มีความไม่ริษยาเป็นกิจ มีอันกำจัดความไม่ยินดีด้วยเป็นผลปรากฏ มีอันได้เห็นสมบัติของสัตว์ทั้งหลายเป็นบรรทัดฐาน มีความสงบแห่งความไม่พอใจด้วยเป็นสมบัติ มีอันเกิดความสนุกร่าเริงเป็นความวิบัติของมุทิตานี้