ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
อธิบายว่า ที่ว่ากัตตุกัมยตาฉันทะเป็นเบื้องต้นของพรหมวิหารนั้น เพราะมีบาลีรับสมอ้างในคัมภีร์อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาตว่า กุศลธรรมทั้งหลายเป็นมูลราก ฉะนี้ อีกอย่างหนึ่ง คำที่ว่า กัตตุกัมยตาฉันทะ เป็นเบื้องต้นของพรหมวิหารนั้น เพราะมีฉันทะชนิดนี้เป็นไปด้วยอำนาจความปรารถนาอันแรงกล้า ในอันที่จะทำให้สัตว์ทั้งหลายปราศจากโทษด้วยใคร่ที่จะช่วยแสวงหาประโยชน์ และช่วยปลดเปลื้องทุกข์ เป็นต้น ถึงแม้อุเบกขาพรหมวิหาร จะไม่มีฉันทะในอันที่จะแสวงหาประโยชน์ ให้แก่สัตว์ทั้งหลายก็ตาม แต่ก็ยังเป็นไปโดยอาการที่เพ่งพิจารณาว่า การที่ไม่ขวนขวายช่วยเหลือในสัตว์เหล่านั้น ก็หาเป็นการปฏิบัติที่ผิดจากท่านบัณฑิตธรรมไม่ เหมือนมารดาเพ่งดูอยู่ในบุตรผู้ขวนขวายประกอบการงานด้วยลำพังตนเองได้แล้ว ฉะนั้น
การข่มนิวรณ์ ๕ และกิเลสทั้งหลายที่ต้องอยู่ในฐานะเดียวกันให้สงบระงับไป นี้เป็นท่ามกลางของพรหมวิหารทั้ง ๔
อัปปนาฌาน ได้แก่รูปาวจรฌาน ๔ หรือ ๔ เป็นที่สุดของพรหมวิหารทั้ง ๔ คือเมื่อโยคีบุคคลได้บรรลุถึงอัปปนาฌานขั้นสุดแล้ว ก็เป็นอันหมดกิจของพรหมวิหารภาวนา ด้วยประการฉะนี้
สัตว์โดยบัญญัติธรรม หรือเรียกสั้น ๆ ว่า สัตว์บัญญัติ คนหนึ่งหรือหลายคน เป็นอารมณ์ของพรหมวิหารทั้ง ๔
ก็แหละ โยคีบุคคลได้บรรลุถึงอุปจารฌานหรืออัปปนาฌานแล้ว พึงทำการขยายอารมณ์ของพรหมวิหารให้กว้างขวางออกไปตามลำดับ
ลำดับแห่งการขยายอารมณ์นั้น ดังนี้ :- ฉันเดียวกับชาวนาผู้ฉลาด กะกำหนดเขตที่ตนควรจะไถเสียก่อนแล้วจึงไถนา ในภายหลัง โยคีผู้ภาวนาลงที่บุคคลนั้นก็เหมือนกัน ในอันดับแรกก็พึงกำหนดเอาเขตอารมณ์กัมมัฏฐานเพียงอาวาสเดียวก่อน แล้วจึงแผ่เมตตาจิตไปในสัตว์ทั้งหลายที่อยู่ในอาวาสนั้น โดยบทภาวนา มีอาทิว่า อิมสฺมึ อาวาเส สตฺตา อเวรา โหนฺตุ ขอสัตว์ทั้งหลายในอาวาสนี้ จงอย่าผูกเวรกัน ฉะนี้