ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ก็แหละ เมื่อโยคีผู้กรุณาวิหารบุคคล (ผู้มีจิตประกอบด้วยกรุณา) พิจารณาเห็นทุกข์ของสัตว์ทั้งหลาย ซึ่งมีลักษณะรูปร่างที่ผีไม่ค่อนอันเป็นเครื่องประหารกันเป็นต้น เป็นนิมิต เธอย่อมเห็นแจ้งชัดซึ่งโทษในรูป เพราะรูปเป็นที่บังเกิดเป็นไปของกรุณา เมื่อเป็นเช่นนี้ โยคีผู้กรุณาวิหารบุคคลนั้น จึงเพิกถอนกสิณ ๙ อย่าง (เว้นอากาสกสิณ) มีปฐวีกสิณเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะเหตุที่ได้เห็นแจ้งชัดซึ่งโทษในรูปนั้น แล้วน้อมภาวนาจิตไปในอากาศตรงที่เพิกถอนรูปออกแล้วนั้น จิตของเธอก็ย่อมจะแล่นไปตรงที่อากาศนั้นโดยง่ายดายทีเดียว เพราะฉะนั้นกรุณาจึงเป็นอุปนิสัยปัจจัยแก่อากาสานัญจายตนฌานโดยปกตินิสัย นอกเหนือไปจากนั้นแล้ว กรุณาย่อมเป็นอุปนิสัยปัจจัยแก่วิโมกข์อะไรอื่นหาได้ไม่
ด้วยประการฉะนี้ พระผู้มีพระภาคจึงแสดงว่า กรุณาเจโตวิมุตติมีอากาสานัญจายตนฌานเป็นผลขั้นสุดยอด
ก็แหละ เมื่อมุทิตาวิหารบุคคล (ผู้มีจิตประกอบด้วยมุทิตา) พิจารณาเห็นวิญญาณของสัตว์ทั้งหลายผู้ได้ความปราโมทย์ ด้วยเหตุนั้นให้เกิดความปราโมทย์ขึ้น ๆ มีโภคสมบัติเป็นต้น จิตที่ถูกอบรมมาด้วยการยึดถือวิญญาณย่อมเกิด เพราะวิญญาณเป็นที่บังเกิดเป็นไปของมุทิตา เมื่อเป็นเช่นนี้ โยคีผู้มุทิตาวิหารบุคคลนั้น ย่อมก้าวล่วงอากาสานัญจายตนฌานที่ตนได้บรรลุมาแล้วโดยลำดับ แล้วน้อมภาวนาจิตไปในอรูปวิญญาณที่หนึ่ง อันมีอากาศนิมิตเป็นอารมณ์นั้น วิญญาณัญจายตนจิตของเธอย่อมจะแล่นไปในอรูปวิญญาณที่หนึ่งนั้นโดยง่ายดายทีเดียว เพราะฉะนั้น มุทิตาจึงเป็นอุปนิสัยปัจจัยแก่วิญญาณัญจายตนฌานโดยปกตินิสัย นอกเหนือไปจากนั้น มุทิตาย่อมเป็นอุปนิสัยปัจจัยแก่วิโมกข์อะไรอื่นหาได้ไม่
ด้วยประการฉะนี้ พระผู้มีพระภาคจึงทรงแสดงว่า มุทิตาเจโตวิมุตติมีวิญญาณัญจายตนฌานเป็นผลขั้นสุดยอด