ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ในหลิททวาสนสูตร พระผู้มีพระภาคได้ทรงแสดงอัปปมัญญา ๔ ประการนี้ไว้โดยมีความต่างกัน ด้วยภาวะที่มีสุภวิโมกข์เป็นผลขั้นสุดยอดเป็นต้น ดังมีพระบาลีในคัมภีร์สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค ซึ่งมีใจความว่า :-
“ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า เมตตาเจโตวิมุตติ มีสุภวิโมกข์เป็นผลขั้นสุดยอด, ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า กรุณาเจโตวิมุตติมีอากาสานัญจายตนฌานเป็นผลขั้นสุดยอด ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า มุทิตาเจโตวิมุตติ มีวิญญาณัญจายตนฌานเป็นผลสุดยอด ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า อุเบกขาเจโตวิมุตติ มีอากิญจัญญายตนฌานเป็นผลขั้นสุดยอด”
ถาม - เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคจึงทรงแสดงอัปปมัญญา ๔ ประการนี้โดยมีความต่างกันแต่ละประการดังนั้น ?
ตอบ - เพราะอัปปมัญญา ๔ ประการนี้ ต่างก็เป็นอุปนิสัยปัจจัยแก่สุภวิโมกข์บ้าง ๆ อันมีสุภวิโมกข์เป็นต้น ดังจะอธิบายต่อไป
มีความจริงอยู่ว่าสรรพสัตว์ทั้งหลายย่อมไม่เป็นสิ่งที่จะพึงรังเกียจสำหรับเมตตาวิหารบุคคล (คนมีจิตประกอบด้วยเมตตา) ฉะนั้น เมื่อโยคีบุคคลผู้เมตตาวิหารนั้น น้อมจิตไปในอารมณ์กัมมัฏฐานทั้งหลาย เช่นสีเขียวเป็นต้น อันเป็นสีที่บริสุทธิ์สะอาด ซึ่งเป็นสิ่งที่เมตตาวิหารบุคคลไม่พึงรังเกียจ เพราะได้อบรมมาโดยอาการที่ไม่น่ารังเกียจ ด้วยอำนาจเมตตาภาวนา จิตของเธอย่อมจะแล่นไปในอารมณ์ของกัมมัฏฐานมีสีเขียวเป็นต้นนั้น โดยง่ายดายทีเดียว เพราะฉะนั้น เมตตาจึงเป็นอุปนิสัยปัจจัยแก่สุภวิโมกข์โดยปกตินิสัย นอกเหนือไปจากสุภวิโมกข์แล้ว เมตตาย่อมเป็นอุปนิสัยปัจจัยแก่วิโมกข์อะไรอื่นหาได้ไม่
ด้วยประการฉะนี้ พระผู้มีพระภาคจึงทรงแสดงว่า เมตตาเจโตวิมุตติมีสุภวิโมกข์เป็นผลขั้นสุดยอด