visuddhimagga>

คัมภีร์วิสุทธิมรรค

ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)

<< | หน้าที่ 615 | >>

๗. โดยย่อยแล้ว

[๓๐๑] จะพิจารณาความเป็นของปฏิกูลโดยย่อยแล้วอย่างไร ? คือพิจารณาว่า ก็อาหารนั้นเป็นสภาพอันไฟในภายในให้ย่อยแล้วในโอกาสนั้น และมิใช่จะให้เข้าถึงความเป็นกองเป็นเงินเป็นต้น ดุจดังธาตุทองและธาตุเงินเป็นต้นได้ แต่ก็เมื่อผุดเป็นฟองฟอดอยู่ เข้าถึงความเป็นอุจจาระ ยังกระเพาะอาหารเก่าให้เต็ม เปรียบดุจดินเหลืองซึ่งบุคคลบดดินที่ควรทำให้ละเอียดแล้วใส่เข้าในกระบอกไม้ไผ่ เข้าถึงความเป็นมูตรยังกระเพาะปัสสาวะให้เต็มอยู่ พระโยคีพึงพิจารณาความเป็นของปฏิกูลโดยย่อยแล้วอย่างที่พรรณนามานี้

๘. โดยผล

[๓๐๒] จะพิจารณาความเป็นของปฏิกูลโดยผลอย่างไร ? คือพิจารณาว่า ก็อาหารนี้อันไฟธาตุย่อยอยู่โดยชอบเทียว ย่อมสำเร็จเป็นซากต่าง ๆ มี ผม ขน เล็บ ฟัน เป็นต้น ที่ไม่ย่อยอยู่โดยชอบ ย่อมให้สำเร็จเป็นโรคตั้ง ๑๐๐ ชนิด มีหิดเปื่อย หิดด้าน คุดทะราด โรคเรื้อน ขี้กลาก หิด ไอ ลงแดง เป็นต้น นี้เป็นผลของอาหารนั้น พระโยคีพึงพิจารณาความเป็นของปฏิกูลโดยผลอย่างนี้

๙. โดยหลั่งไหลออก

[๓๐๓] จะพิจารณาความเป็นของปฏิกูลโดยหลั่งไหลออกอย่างไร ? คือพิจารณาว่า ก็อาหารนี้อันบุคคลกลืนกินอยู่ เข้าไปโดยทวารช่องเดียว เมื่อจะหลั่งออกย่อมออกโดยทวารเป็นอเนก โดยประการเป็นต้นว่า ขี้ตาไหลจากตา ขี้หูไหลจากหู อนึ่ง อาหารนี้ในเวลาที่กลืนกินบุคคลย่อมกลืนกินแม้ด้วยงานบริวารมาก แต่ในเวลาที่ถ่ายออกเข้าถึงความเป็นอุจจาระและปัสสาวะเป็นต้น เฉพาะคน ๆ เดียวย่อมถ่ายออก ก็เมื่อบริโภคอาหารนั้นในวันแรกทั้งยินดีทั้งร่าเริงปลื้มจิตโปร่งใจ เกิดปิติโสมนัส พอวันที่ ๒ เมื่อจะถ่ายออก ย่อมปิดจมูกเกลียวหน้าสะอิดสะเอียน เก้อเขิน อนึ่ง ในวันแรกเขากำหนัดแล้วชอบใจจดจ่อ แม้สยบหมกมุ่นกลืนกินอาหารนั้น ครั้นวันที่ ๒ ค้างอยู่เพียงคืนเดียวก็เบือนหน้ายึดอัดระอารังเกียจจึงต้องถ่ายออก เพราะเหตุนั้นท่านอาจารย์ดึกดำบรรพ์จึงกล่าวว่า :-

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka