ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
อันใดนี้คือปฐวีธาตุ แล้วจึงนึกในใจพิจารณาบ่อย ๆ โดยเป็นสักแต่ว่าธาตุ ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่ชีวะ ว่าปฐวีธาตุ อาโปธาตุ ดังนี้ บ่อย ๆ
เมื่อเธอพยายามอยู่อย่างนี้ ต่อกาลไม่นานนักสมาธิขั้นอุปจาระได้ปัญญาเครื่องสอดส่องประเภทแห่งธาตุช่วยพยุงแล้วก็เกิดขึ้น ไม่ถึงขั้นอัปปนาเพราะมีสภาวธรรมเป็นอารมณ์
นี่เป็นภาวนานัย ในการกำหนดธาตุ ๔ ซึ่งพรรณนาโดยย่อ
[๓๐๙] ส่วนที่พรรณนาโดยพิสดาร บัณฑิตพึงทราบอย่างนี้ คือ พระโยคีผู้มีปัญญาไม่เฉียบแหลม ต้องการเจริญกัมมัฏฐานนี้ พึงเรียนธาตุอย่างพิสดารด้วยอาการ ๔๒ ในสำนักของอาจารย์ ไปอยู่ในเสนาสนะมีประการดังกล่าวแล้ว ทำกิจทุกอย่างเสร็จแล้ว ไปในที่ลับหลีกเร้นอยู่ พึงเจริญกัมมัฏฐานโดยอาการทั้ง ๔ อย่างนี้ คือ
๑. โดยย่อพร้อมทั้งเครื่องปรุง
๒. โดยแยกพร้อมทั้งเครื่องปรุง
๓. โดยย่อพร้อมทั้งลักษณะ
๔. โดยแยกพร้อมทั้งลักษณะ
ใน ๔ อย่างนั้น อย่างไรภิกษุชื่อว่าเจริญโดยย่อพร้อมทั้งเครื่องปรุง ? คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ กำหนดอาการที่กระด้างในส่วน ๒๐ ว่า ปฐวีธาตุ กำหนดอาการที่เอิบอาบได้แก่น้ำ ซึ่งถึงความซึมแทรกในส่วน ๑๒ ว่า อาโปธาตุ กำหนดไฟที่ให้อุ่นในส่วน ๔ ว่า เตโชธาตุ กำหนดอาการกระพือพัดในส่วนทาง ๖ ว่า วาโยธาตุ เมื่อเธอกำหนดอยู่อย่างนี้ ธาตุย่อมปรากฏ เมื่อรำพึงในใจถึงธาตุเหล่านั้นบ่อย ๆ อุปจารสมาธิย่อมเกิดตามนัยที่กล่าวแล้วแล
[๓๑๐] ก็เมื่อพระโยคีได้เจริญอยู่อย่างนี้กัมมัฏฐานไม่สำเร็จ พระโยคีนั้นพึงเจริญโดยจำแนกออกไปพร้อมทั้งเครื่องปรุง คืออย่างไร ? คือภิกษุนั้นไม่ถึงยังอุคคหนโกศลโดยส่วน ๗ และมนสิการโกศลโดยส่วน ๑๐ ซึ่งกล่าวไว้แล้วในกายคตาสติกัมมัฏฐานนึกคนนั้นทั้งหมดไม่ให้บกพร่อง ทำการสาธยายตามปฏิกูละเป็นต้นด้วยวาจาโดยอนุโลมและปฏิโลมให้เป็นเบื้องต้น แล้วพึงทำวิธีดังที่กล่าวแล้วในกัมมัฏฐานนั้นทั้งหมด