ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
พึงกำหนดสิ่งที่มีลักษณะเอิบอาบ ในส่วน ๑๒ ว่าเป็นอาโปธาตุ พึงกำหนดสิ่งที่มีลักษณะอบอุ่นในส่วน ๑๒ เหล่านั้นว่าเป็นเตโชธาตุ พึงกำหนดสิ่งที่มีลักษณะพัดไปมา ว่าเป็นวาโยธาตุ พึงกำหนดสิ่งที่มีลักษณะกระด้าง ว่าเป็นปฐวีธาตุ
พึงกำหนดสิ่งที่มีลักษณะอบอุ่น ในส่วนทั้ง ๔ ว่าเป็นเตโชธาตุ พึงกำหนดสิ่งที่มีลักษณะพัดไปมาอันเดี๋ยวนั้นไม่แยกแล้ว ว่าเป็นวาโยธาตุ พึงกำหนดสิ่งที่มีลักษณะกระด้างว่าเป็นปฐวีธาตุ พึงกำหนดสิ่งซึ่งมีลักษณะเอิบอาบ ว่าเป็นอาโปธาตุ
พึงกำหนดสิ่งซึ่งมีลักษณะพัดไปมา ในส่วนทั้ง ๖ ว่าเป็นวาโยธาตุ พึงกำหนดสิ่งซึ่งมีลักษณะกระด้างในส่วนเหล่านั้นว่าเป็นปฐวีธาตุ พึงกำหนดสิ่งที่มีลักษณะซึมซาบว่าเป็นอาโปธาตุ พึงกำหนดสิ่งซึ่งมีลักษณะอบอุ่น ว่าเป็นเตโชธาตุ
เมื่อพระโยคีนั้นกำหนดอยู่อย่างนี้ ธาตุทั้งหลายย่อมจะปรากฏ เมื่อเธอนึกใฝ่ใจธาตุเหล่านั้นบ่อย ๆ อุปจารสมาธิย่อมเกิด ตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล
[๓๔๖] ก็เมื่อพระโยคีได้เจริญอยู่แม้อย่างนี้ กัมมัฏฐานไม่สำเร็จ พระโยคีนั้นต้องเจริญโดยแยกพร้อมทั้งลักษณะ จะเจริญอย่างไร ? คือพึงกำหนดผมเป็นต้นตามนัยที่กล่าวแล้วในนัยก่อน แล้วจึงกำหนดว่า สิ่งซึ่งมีลักษณะกระด้างในผม จัดเป็นปฐวีธาตุ พึงกำหนดว่าสิ่งซึ่งมีลักษณะเอิบอาบในปฐวีธาตุนั้นเอง จัดเป็นอาโปธาตุ พึงกำหนดว่าสิ่งซึ่งมีลักษณะอบอุ่นจัดเป็นเตโชธาตุ พึงกำหนดว่าสิ่งซึ่งมีลักษณะพัดไปมาจัดเป็นวาโยธาตุ พึงกำหนดธาตุ ๔ ในส่วนหนึ่ง ๆ ในบรรดาส่วนทั้งปวงด้วยประการฉะนี้ เมื่อพระโยคีนั้นกำหนดอยู่่อย่างนี้ ธาตุทั้งหลายย่อมจะปรากฏ เมื่อเธอนึกใฝ่ใจถึงธาตุเหล่านั้นบ่อย ๆ อุปจารสมาธิย่อมเกิดตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล
การกำหนดธาตุโดยอาการต่าง ๆ ก็อีกนัยหนึ่ง พึงกำหนดธาตุโดยอาการแม้เหล่านี้ คือ
๑. โดยอรรถแห่งคำ
๒. โดยเป็นกอง
๓. โดยแยกละเอียด
๔. โดยลักษณะเป็นต้น
๕. โดยสมุฏฐาน
๖. โดยเป็นสภาพต่างกันและเหมือนกัน
๗. โดยอาการที่แยกและไม่แยก
๘. โดยเข้ากันได้และเข้ากันไม่ได้