ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
๙. โดยภายในภายนอกแปลกกัน ๑๐. โดยประมวล
๑๑. โดยปัจจัย ๑๒. โดยไม่ใส่ใจกัน
๑๓. โดยแยกกันโดยปัจจัย
[๓๔๗] ในอาการเหล่านั้น พระโยคีเมื่อใฝ่ใจโดยอรรถแห่งคำ พึงใฝ่ใจโดยอรรถแห่งคำด้วยสามารถที่ต่างกันและเสมอกันอย่างนี้ว่า ชื่อว่าดิน เพราะแผ่ไป ชื่อว่าน้ำ เพราะเอิบอาบให้ชุ่มอยู่ หรือให้เต็มอยู่ ชื่อว่าไฟ เพราะอบให้ร้อน ชื่อว่าลม เพราะพัดให้ไหว แต่ว่าโดยไม่ต่างกันชื่อว่าธาตุ เพราะทรงไว้ซึ่งลักษณะของตน และเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์และเป็นที่อัดทุกข์ไว้
[๓๔๘] พึงทราบวินิจฉัยโดยเป็นกองดังต่อไปนี้ ปฐวีธาตุนี้ใด ท่านแสดงโดยอาการ ๒๐ โดยนัยเป็นต้นว่า ผม ขน และอาโปธาตุนี้ใด ท่านแสดงโดยอาการ ๑๒ โดยนัยเป็นต้นว่า ดี เสลด ในธาตุเหล่านั้น เพราะ
ที่มีสมมติว่าผมได้ เพราะประชุมธรรม ๘ ประการ คือ สี กลิ่น รส โอชา และธาตุทั้ง ๔ เพราะแยกสิ่งเหล่านั้นจากกันเสีย ย่อมไม่มีสมมติว่าผม
เหตุนั้น คำว่าผม เป็นเพียงสักแต่ว่ากองแห่งธรรมทั้ง ๘ คำว่าขนเป็นต้นก็เช่นกัน
อนึ่ง ในส่วนเหล่านี้ ส่วนใดมีกรรมเป็นสมุฏฐาน ส่วนนั้นจัดว่า เป็นกองแห่งธรรม ๑๐ รวมทั้งชีวิตินทรีย์และภาวะเข้าด้วย ทั้งยังนับว่าปฐวีธาตุ อาโปธาตุ ด้วยอำนาจที่หนาขึ้น พึงใฝ่ใจโดยเป็นกองอย่างนี้
[๓๔๙] พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า โดยแยกละเอียด ดังต่อไปนี้ กับปฐวีธาตุที่ปนเป็นชนิดเล็กอย่างยิ่ง เป็นจุดละเอียด อันพระโยคีกำหนดอยู่โดยประมาณอย่างกลางในสรีระนี้พึงมีประมาณได้ทะนานหนึ่ง ปฐวีธาตุนั้นอันอาโปธาตุประมาณเท่ากึ่งแต่ทะนานนั้นยึดไว้แล้ว อันเตโชธาตุเลี้ยงรักษาแล้ว อันวาโยธาตุพัดให้เคลื่อนไหวแล้ว จึงไม่เรียรายไม่กระจัดกระจาย ปฐวีธาตุนี้ เมื่อไม่เรียรายไม่กระจัดกระจาย ย่อมเข้าถึงการกำหนดเป็นเพศหญิงเพศชายเป็นต้นเป็นเอนก และประกาศความผอม อ้วน สูง ต่ำ แข็งแรง และอ่อนแอเป็นต้น