visuddhimagga>

คัมภีร์วิสุทธิมรรค

ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)

<< | หน้าที่ 637 | >>

ฝ่ายอาโปธาตุในร่างกายนี้ ถึงความเป็นน้ำหยุ่น มีอาการซึมซาบ ตั้งอยู่ในดิน อันไฟตามรักษา อันลมพัดให้เคลื่อนไหว จึงไม่เรียรายไม่กระจัดกระจาย เมื่อไม่เรียรายไม่กระจัดกระจาย จึงแสดงอาการเอิบอิ่มและเปล่งปลั่ง

ส่วนเตโชธาตุในร่างกายนี้ มีอาการร้อนผ่าว มีลักษณะร้อนผ่าว สำหรับย่อยสิ่งที่รับประทานและสิ่งที่ดื่มเป็นต้น ดังอยู่ในดินอันน้ำยึดไว้ อันลมพัดให้เคลื่อนไหว ย่อมยังกายนี้ให้อบอุ่น และนำมาซึ่งวรรณสมบัติแก่กายนั้น อนึ่ง กายนี้อันเตโชธาตุนั้นให้อบอุ่นแล้วย่อมไม่แสดงอาการเน่า

ก็วาโยธาตุในสรีระนี้ซ่านไปตามอวัยวะน้อยใหญ่ มีลักษณะแบ่งขึ้นและให้เคลื่อนไหวได้ ตั้งอยู่ในดินอันน้ำยึดไว้ อันไฟตามรักษา ย่อมยังกายนี้ให้เคลื่อนไหวได้

อนึ่ง กายนี้อันธาตุลมนั้นอุ้มแล้วจึงไม่ซวนเซไปต้องอยู่ตรง ๆ ได้อาศัยวาโยธาตุอื่นอีกพัดสม่ำเสมอแล้ว ย่อมแสดงวิญญัติในอิริยาบถคือ เดิน ยืน นั่ง นอน ย่อมคู้เข้า เหยียดออก ยังมือและเท้าให้เคลื่อนไหวได้ ยนต์คือธาตุนี่เช่นเดียวกับรูปกลมีมายา สำหรับล่อลวงชนพาลโดยความเป็นหญิงและชายเป็นต้น เป็นไปอยู่ดังแถลงมานี้ พระโยคีพึงใฝ่ใจโดยละเอียด ดังบรรยายนี้แล

[๓๕๐] พึงทราบวินิจฉัยในมาติกาว่าโดยลักษณะเป็นต้น ดังต่อไปนี้ พระโยคีนึกถึงธาตุทั้ง ๔ อย่างนี้ว่า ปฐวีธาตุมีลักษณะอย่างไร ? มีอะไรเป็นรส ? มีอะไรเป็นเครื่องปรากฏ ? ดังนี้แล้ว พึงใส่ใจโดยลักษณะเป็นต้นอย่างนี้ว่า ปฐวีธาตุมีความแข้นแข็งเป็นลักษณะ มีการตั้งอยู่เป็นรส มีการรับไว้เป็นเครื่องปรากฏ อาโปธาตุมีความหลั่งไหลเป็นลักษณะ มีการพอกพูนเป็นรส มีการยึดไว้เป็นเครื่องปรากฏ เตโชธาตุมีความร้อนเป็นลักษณะ มีการให้อบอุ่นเป็นรส มีการเพิ่มให้ถึงซึ่งความอ่อนนุ่มเป็นเครื่องปรากฏ วาโยธาตุมีการเคลื่อนไหวเป็นลักษณะ มีการแบ่งขึ้นได้เป็นรส มีการยักย้ายเป็นเครื่องปรากฏ

[๓๕๑] ในมาติกาว่าโดยสมุฏฐาน พึงทราบวินิจฉัยว่า ส่วน ๔ มีผมเป็นต้นเหล่านี้ใด ท่านแสดงแล้วด้วยสามารถแสดงปฐวีธาตุเป็นต้นโดยพิสดาร ในส่วนเหล่านั้น ส่วน ๔ เหล่านี้ อาหารใหม่ อาหารเก่า หนอง มูตร มีดีดูเป็นสมุฏฐานแล ส่วน ๔ เหล่านี้ คือ น้ำตา เหงื่อ น้ำลาย น้ำมูก มีดีดูและจิตเป็นสมุฏฐาน ไฟซึ่งเป็นตัวย่อยอาหารที่บริโภคเป็นต้น มีกรรมเป็นสมุฏฐานแล ลมหายใจเข้าออกมีจิต

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka