ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
กีดขวาง มีบางสิ่งปิดบัง ปิดไว้ ครอบไว้ ใน ๒ อย่างนั้น ภิกษุผู้มีฤทธิ์นี้ต้องการทำอวิภาพ ย่อมทำที่มืดให้สว่าง หรือทำที่ลึกลับให้เปิดเผย หรือทำที่ไม่ใช่ช่องทางให้เป็นช่องทาง ทำอย่างไร ? คือ ภิกษุผู้มีฤทธิ์นี้ต้องการจะทำตนหรือบุคคลอื่นให้เห็นบุคคล แม้ที่ถูกบางสิ่งปิดบังไว้ หรือแม้ปยู่ในที่ไกล ต้องออกจากฌานที่เป็นบาทแล้วว่าลีกว่า ที่มืดนี้จงสว่าง ที่ลี้ลับนี้จงเปิดเผย ที่ไม่ใช่ช่องทางนี้ จงเป็นช่องทาง แล้วทำบริกรรมอธิษฐานตามนัยที่กล่าวแล้วนั้นแล พร้อมกับจิตที่อธิษฐานก็จะเป็นเหมือนอย่างที่อธิษฐานไว้ทันที บุคคลอื่นแม้ยืนอยู่ไกลย่อมเห็นได้ ฝ่ายตัวเองต้องการจะเห็นก็เห็นได้
[๓๘๘] ถามว่า - ก็ปาฏิหาริย์นี้ใครเคยทำ ? ตอบว่า - พระผู้มีพระภาคทรงเคยทำมาแล้ว จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคได้ทรงรับนิมนต์จากนางจุลสุภัททาแล้ว เสด็จไปยังกรุงสาเกตอันมีระยะทาง ๗ โยชน์ในระยะจากกรุงสาวัตถี ด้วยเรือนยอด ๕๐๐ ซึ่งวิสสุกรรมเทพบุตรนิรมิตแล้ว ทรงอธิษฐานให้ชาวเมืองสาเกตเห็นชาวกรุงสาวัตถี และให้ชาวกรุงสาวัตถีเห็นชาวเมืองสาเกต เสด็จลงในท่ามกลางพระนครที่เดียว ทรงแสดงแยกแผ่นดินออกเป็น ๒ ภาค ตราบเท่าถึงอเวจีมหานรก และทรงแสดงแหวกอากาศออกเป็น ๒ ภาคตลอดถึงพรหมโลก
ก็ความข้อนั้นปราชญ์พึงแสดงตัวอย่าง แม้ด้วยเรื่องการเสด็จลงจากเทวโลก นัยว่า พระผู้มีพระภาคทรงทำยมกปาฏิหาริย์ ทรงปลดเปลื้องสัตว์ ๘๔,๐๐๐ ให้พ้นจากเครื่องข้องจำทรรพึงว่าพระพุทธเจ้าในอดีตเสด็จไปที่ไหน ในที่สุดแห่งยมกปาฏิหาริย์ ได้ทรงเห็นว่าไปสู่ดาวดึงส์ ครั้นนั้น พระองค์ทรงใช้พระบาทข้างหนึ่งเหยียบพื้นปฐพีแล้ว ทรงให้พระบาทข้างที่ ๒ ประดิษฐานบนยอดภูเขายุคนธร ทรงยกพระบาทข้างแรกอีก แล้วทรงยกเหยียดยอดเขาสิเนรุ ทรงจำพรรษาบนพื้นบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์บนดาวดึงส์สวรรค์นั้น
ทรงเริ่มตรัสแสดงพระอภิธรรมกถาตั้งแต่ต้น แก่หมู่เทวดาในหมื่นจักรวาลซึ่งมาประชุมกัน ในเวลาเสด็จภิกษาจารนิรมิตพระพุทธนิมิตแทนพระองค์ พระพุทธนิมิตนั้นทรงทำหน้าที่แทน ทรงแสดงธรรมแทนพระองค์ พระผู้มีพระภาคทรงเคี้ยวไม้ชำระ