ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ผู้อื่นจับพลันอย่างนี้ได้ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงไม่ทรงอนุญาตให้ภิกษุเหล่านั้นทรมานนาคราช นาคราชจึงคิดว่า “เราไม่สามารถจะทำให้ขุมขนของพระสมณะนี้หวั่นไหวด้วยลมจมูกได้เลย พระสมณะนี้มีฤทธิ์มาก” พระเถระจึงละอัตภาพนิมิตเป็นรูปครุฑ แสดงการกระพือปีกอย่างครุฑ ไล่ติดตามนาคราชไป นาคราชจึงละอัตภาพนั้น นิมิตเป็นเพศมานพน้อย กล่าวว่า “ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้าขอถึงท่านว่าเป็นสรณะ” ไหว้เท้าพระเถระแล้ว พระเถระจึงกล่าวว่า “นั่นนะ พระศาสดาเสด็จมาแล้ว ท่านจงมา เราจักพาไป” ดังนี้ ครั้นทรมานนาคราชให้สิ้นพยศได้แล้ว จึงได้ไปสู่สำนักของพระผู้มีพระภาค นาคราชถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอถึงพระองค์ว่าเป็นที่พึ่ง” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “จงเป็นผู้มีความสุขเถิดนาคราช” ดังนี้ มีภิกษุสงฆ์แวดล้อมแล้วได้เสด็จไปสู่นิเวศน์ของท่านอนาถบิณฑิกะ
ท่านอนาถบิณฑิกะกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในวันนี้พระองค์จึงเสด็จมาถึงสายนัก” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “โมคคัลลานะกับนันโทปนันทะได้ทำสงครามกันขึ้น” ท่านอนาถบิณฑิกะทูลถามว่า “ใครชนะใครแพ้ พระเจ้าข้า” พระองค์ตรัสว่า โมคคัลลานะชนะนันโทปนันทะแพ้” ท่านอนาถบิณฑิกะจึงทูลว่า “พระเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงรับภัตของข้าพระองค์ โดยติดต่อกัน ๗ วัน ข้าพระองค์จักทำสักการะแก่พระเถระให้ตลอด ๗ วัน” ดังนี้ แล้วได้ทำสักการะเป็นอันมากแด่ภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป อันมีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ตลอด ๗ วัน
คำว่า เมื่อใดทำอัตภาพให้ใหญ่ เมื่อนั้นก็เป็นอัตภาพอันใหญ่ เช่นอัตภาพของพระมหาโมคคัลลานเถระ ดังนี้ ท่านกล่าวหมายถึงอัตภาพใหญ่ซึ่งพระมหาโมคคัลลานะทำแล้ว ในเวลาที่ท่านทรมานนันโทปนันทนาคราชนี้ ดังบรรยายนี้ แม้เมื่อท่านจะกล่าวอย่างนั้น พวกภิกษุก็ยังกล่าวว่า สังขารที่ไม่มีใจครองนั้นแหละ ย่อมเจริญขึ้น เพราะอาศัยสังขารที่มีใจครอง ในเรื่องนี้เป็นอันยุติเพียงเท่านี้