ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ทางใจ ต้องการจะไปสู่พรหมโลกด้วยทั้งกายที่มิได้ปรากฏ จึงน้อมกายด้วยอำนาจแห่งจิต อธิษฐานกายด้วยอำนาจแห่งจิต ครั้นน้อมกายด้วยอำนาจแห่งจิต อธิษฐานกายด้วยอำนาจแห่งจิตแล้ว หยั่งลงสู่สุญสัญญูและลหุสัญญา ย่อมไปสู่พรหมโลกด้วยทั้งกายที่มิได้ปรากฏ ภิกษุผู้มีฤทธิ์นั้นย่อมนิมิตรูปที่สำเร็จด้วยใจอันมีอวัยวะน้อยใหญ่ครบทุกอย่าง มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง ข้างหน้าพรหมนั้น หากภิกษุผู้มีฤทธิ์นั้นเดินไป ถึงแม้ภิกษุที่นิมิตแล้วก็เดินในที่นั้น ถ้าหากภิกษุผู้มีฤทธิ์นั้นยืน นั่ง นอน ภิกษุนิมิตก็สำเร็จการยืน นั่ง นอน ในที่นั้น ถ้าภิกษุผู้มีฤทธิ์นั้น บังหวนควัน โพลงเป็นไฟ กล่าวธรรม ถามปัญหา ถูกถามปัญหา ย่อมแก้ แม้ภิกษุนิมิต ฯลฯ ถูกถามปัญหา ย่อมแก้ ณ ที่นั้นได้ ภิกษุผู้มีฤทธิ์ยืนร่วมเจรจาซักถามกับพรหมนั้น แม้ภิกษุนิมิตก็ยืนร่วม เจรจา ซักถาม กับพรหม ณ ที่นั้น รวมความว่า ภิกษุผู้มีฤทธิ์นั้นทำกิจใด ๆ ภิกษุนิมิตนั้นก็ทำกิจนั้น ๆ ด้วย ฉะนี้
ในพระบาลีนั้นคำว่า อธิษฐานแม้ที่ไกลให้ใกล้ก็ได้ คือ ออกจากฌานที่เป็นบาทแล้วนึกถึงเทวโลกหรือพรหมโลกในที่ไกลว่า สนฺติกํ โหตุ ของจงเป็นที่ใกล้ ดังนี้ แล้วจึงทำบริกรรมเข้าฌานอีก แล้วอธิษฐานด้วยญาณว่า ของจงเป็นที่ใกล้ ที่ไกลก็ย่อมกลายเป็นที่ใกล้ได้ดังหมาย แม้ในบทที่เหลือก็มีความหมายอย่างนี้เหมือนกัน
ถามว่า - ในปาฏิหาริย์นั้น ใครได้ย่อที่ไกลทำให้เป็นที่ใกล้ได้ ?
ตอบว่า - พระผู้มีพระภาค จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเสด็จไปสู่เทวโลก ในกาลที่เสร็จยมกปาฏิหาริย์ ทรงทำภูเขายุคนธรและภูเขาสิเนรุให้ใกล้ ทรงยกพระบาทข้างหนึ่งจากพื้นปุถพี ทรงเหยียบที่ภูเขายุคนธร ทรงปลงพระบาทที่ ๒ ลงบนยอดภูเขาสิเนรุ
ถามว่า - คนอื่นใครเล่าที่ได้เคยทำแล้ว ?
ตอบว่า - พระมหาโมคคัลลานเถระ จริงอยู่ พระเถระยกทางไปสู่เมืองสังกัสสะประมาณ ๓๐ โยชน์ ยังบริษัท ๑๒ โยชน์ ผู้ทำภัตกิจจากกรุงสาวัตถีให้ถึงในทันใดนั้นนั่นเอง