visuddhimagga>

คัมภีร์วิสุทธิมรรค

ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)

<< | หน้าที่ 693 | >>

แม้ตั้งหลาย ๆ ขบวนก็ได้ ก็เมื่อจะอธิษฐาน พึงออกจากฌานมีอภิญญาเป็นบาท มีปฐวีกสิณเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นอารมณ์ถึงนึกถึงเด็กน้อยของตนเท่านั้น ครั้นนึกแล้วในที่สุดบริกรรม ต้องเข้าสมาบัติใหม่ออกแล้วจึงอธิษฐานว่า เอวรูปนาม กุมารโก โหมิ ขอให้เราจงเป็นเด็กน้อยเห็นปานนี้เถิด พร้อมกับจิตที่อธิษฐาน เธอก็จะเป็นเด็กน้อยทันที ตัวอย่างเช่น พระเทวทัต แม้ในเพศทั้งปวงมีการแสดงเพศแปลงเป็นนาคเป็นต้นก็มีวิธีการอย่างนี้แล แต่คำว่าแสดงเพศแปลงเป็นทัพช้าง เป็นต้น ในบทมาติกานั้น ท่านกล่าวแล้วด้วยอำนาจการแสดงเพศแปลงเป็นช้าง เป็นต้น แม้ภายนอก ในกรณีอย่างน้อยอย่างพึงอธิษฐานว่า หตฺถี โหมิ ขอให้เราจงเป็นช้างเถิด แต่ต้องอธิษฐานว่า หตฺถี โหตุ ของจงเป็นช้างเถิด แม้ในทัพม้าเป็นต้น ก็มีความหมายอย่างนี้เหมือนกัน ทำอย่างนี้ชื่อว่า วิกุพพนาฤทธิ์ คือ ฤทธิ์ที่แสดงทำให้เป็นได้หลาย ๆ อย่าง

มโนมยาฤทธิ์

[๓๙๙] ก็พระโยคีผู้ต้องการจะเจริญมโนมยาฤทธิ์ พึงออกจากฌานที่เป็นบาทแล้ว นึกถึงกายก่อนแล้วอธิษฐานตามวิธีการที่กล่าวแล้วว่า สุสิโร โหตุ ของจงเป็นโพรง ดังนี้ ร่างกายก็ย่อมเป็นโพรงขึ้นได้ดังใจหมาย ต่อจากนั้นจึงค่อยนึกถึงกายอื่นภายในของกายนั้น ทำการบริกรรมแล้วจึงอธิษฐานตามนัยดังที่กล่าวไว้แล้วนั่นแหละว่า กายอื่น จงมีในภายในกายนั้น พระโยคีนั้นย่อมชักกายนั้นออกกลับมาได้ คล้ายชักไส้หญ้าปล้องออกจากหญ้าปล้องและดุจชักดาบออกจากฝัก และมีกรุณาดุจดึงงูออกจากขวดฉะนั้น เพราะเหตุนั้น พระสารีบุตรจึงกล่าวไว้ว่า ภิกษุ ในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมนิมิตกายให้เป็นอย่างอื่นจากร่างกายนี้ให้มีรูปร่างสำเร็จแล้วตามใจปรารถนา มีองค์อวัยวะครบถ้วนทุกอย่าง มีอินทรีย์ไม่บกพร่องเช่นเดียวกับบุรุษชักไส้หญ้าปล้องออก บุรุษนั้นแลก็จะพึงมีความรู้อยู่อย่างนี้ว่า ส่วนนี้เป็นหญ้าปล้อง

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka